ทิ้งช่วงไปนานอีกแล้ว เราเพิ่งเริ่มทำงานเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาค่ะ ทั้งที่เพิ่งเริ่มแท้ ๆ แต่งานบานทับหัวมาก ๆ เลยไม่มีเวลามาอัพ 555 แต่วันนี้เกิดคิดถึงอังกฤษขึ้นมา (คาดว่าคงเพราะร้อนจัด เลยคิดถึงอากาศเย็น ๆ ฮา) ก็เลยนึกได้ว่ามาอัพต่อดีกว่า ฮา
 
ตอนที่แล้วเราบอกว่าจะเล่าเรื่องขนส่งมวลชนที่เหลือเนอะ แต่คิดไปคิดมา เปลี่ยนใจดีกว่าค่ะ เดี๋ยวมันจะมีแต่เนื้อหาน่าเบื่อ (เปลี่ยนใจง่ายมาก เหตุผลกะหลั่ว ๆ ด้วย 555) เปลี่ยนบรรยากาศมาเล่าเรื่องหลังจากเราเหยียบอังกฤษในที่สุดบ้างดีกว่านะคะ
 
คือตอนที่เราไปเนี่ย ไม่ได้ไปคนเดียวค่ะ มีน้าไปส่งด้วย 3 คน นัยว่าน้าไปทั้งช่วยขนของและไปเที่ยว คุ้ม (ฮา) และเราก็หอบสมบัติบ้าไปเยอะมากกกก ชนิดว่าใครเห็นก็ต้องตกใจอ่ะ คือว่าง่าย ๆ กระเป๋าเดินทางสี่ใบใหญ่ หนึ่งใบเล็ก เป็นของของเราไปแล้วสามใบ (เราไม่ได้เตรียมเองนะ น้าเตรียมให้ ถ้าให้เราเตรียมเองน่ะเหรอ กระเป๋าเดียวก็คงไม่เต็มหรอก เพราะเราเป็นพวกถือคติว่า ไม่ได้ไปกลางป่าลุ่มน้ำอเมซอน ไปซื้อเอาดาบหน้าก็ได้ ขี้เกียจแบก 555) ดังนั้นก็ลากกันพะรุงพะรังเลยค่ะ 4 คน 5 ใบ น้าผู้ชายก็รับกรรมลาก 2 ใบไปตามระเบียบ
 
เรา 4 คนก็ใช้ brit rail (ที่เล่าถึงเมื่อเอนทรี่ที่แล้ว) ขึ้นรถไฟจากสนามบินที่แมนเชสเตอร์มาที่ยอร์กค่ะ อันที่จริงจากที่สนามบินมาที่ยอร์กจะมีขบวนรถวิ่งตรง แต่วันนั้นที่ไปมีสไตรค์ ก็เลยต้องอ้อมไปอีกที่นึง
 
ตอนนั้นเราคิดเหมือนกันนะ ว่าร้อยวันพันปีไม่ประท้วง มาประท้วงเอาวันที่เรามาถึงเนาะ แจ๊กพ็อตดีจริง ๆ
 
แน่นอนว่าในตอนนั้น เรายังไม่รู้หรอก ว่าวิบากกรรมประจำวันมันเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น
 
จากสถานีรถไฟ Manchester Airport เราก็นั่งรถไฟกันมาที่สถานี Manchester Piccadilly เพื่อต่อรถไฟไปยอร์ก (วิ่งกันตับแลบเล็กน้อย เพราะเวลาที่เราลงจากรถไฟ กับเวลาที่รถไฟขบวนถัดไปออก ห่างกันแค่ 5 นาทีเอง)
 
ชานชาลาในสถานี Manchester Piccadilly ค่ะ หลังจากขึ้นมานั่งบนขบวนรถและหายจากอาการหอบเป็นหมาหอบแดดแล้ว ก็เริ่มปฏิบัติการบ้านนอกเข้ากรุง ถ่ายรูปทุกสิ่งอันรอบตัวในทันที ฮา ถ้าเทียบกับสถานีที่ยอร์กแล้ว ที่นี่ค่อนข้างโทรมนะคะ แต่ก็สวยดีนะ เราชอบ ดูกราฟฟิตี้ดี
 
รถไฟมุ่งหน้าสู่ยอร์ก ใช้เวลาชั่วโมงครึ่ง เราก็ไปถึงสถานีรถไฟที่ยอร์ก เจอคนอังกฤษใจดี เห็นสาว ๆ เอวบางร่างน้อย (?) แบกกระเป๋าใบเท่าตู้เย็นย่อม ๆ กันเองแล้วคงสงสาร เลยช่วยยกกระเป๋าขึ้นลงรถไฟให้ (เค้ายกอย่างกับมันเบาแแน่ะ) ก็ลากกระเป๋าออกมาจากสถานีรถไฟกัน (สถานีรถไฟที่ยอร์กน่ารักดีนะคะ แต่ไม่มีรูปอีกแล้ว เสียใจ วันหลังไปไหนเราจะถ่ายรูปให้มากกว่านี้ T^T)
 
จากนั้นน้าก็งัดแผนที่โรงแรมออกมาค่ะ
 
เรื่องของเรื่องคือเราไปถึงก่อนวันที่เริ่มเรียนภาคฤดูร้อนเกือบอาทิตย์เหมือนกัน หอในมหาลัยเลยยังไม่เปิดให้เข้าไปอยู่ ก็ต้องอยู่โรงแรมกันไปก่อน โรงแรมที่น้าเราจองไว้คือ youth hostel (เป็นกึ่งหอกึ่งโรงแรมแหละค่ะ คนที่มาพักส่วนใหญ่จะเป็นพวก backpacker หรือพวกแบกเป้เที่ยว) ซึ่งบอกว่าอยู่ห่างจากสถานีรถไฟแค่ชั่วระยะเดินเลียบแม่น้ำ 15 นาที เค้าก็บรรยายเส้นทางมา มาพร้อมกับตำแหน่งแห่งที่ใน google map ด้วย จำได้แม่นเลยว่าดูตามแผนที่แล้ว เราต้องไปตาม leeman road
 
แล้ว leeman road นี่มันอันไหน...
 
ละล้าละลังกันอยู่พักใหญ่ เราก็วิ่งไปถามคุณตำรวจแถวนั้น และ...ช็อกนิด ๆ เพราะฟังคุณตำรวจรู้เรื่องมั่งไม่รู้เรื่องมั่ง TvT คือเราไม่คุ้นกับสำเนียงอังกฤษน่ะค่ะ (จริง ๆ จะสำเนียงอะไรก็ไม่คุ้นทั้งนั้นแหละ เว้นแต่สำเนียงไทย ฮา) คุณตำรวจก็ดีใจหาย ชี้ไปชี้มา เราเลยเห็นป้ายบอกทางเข้า leeman road จนได้ ก็ขอบคุณเค้า แล้วพากันลากกระเป๋าเดินไปตาม leeman road กะว่าเดี๋ยวต้องเจอแม่น้ำแน่ ๆ จะแม่น้ำอะไรก็ไม่รู้ล่ะ แต่มันต้องมีสิ
 
แต่ปรากฏว่าไม่มีค่ะ
 
เราเดินกันไปนานพอสมควรแล้วแหละ แล้วก็เริ่มสงสัย เพราะมันไม่เห็นมีอะไรเลย ก็มีถนน ต้นไม้ ถนน ต้นไม้ อยู่อย่างนี้ ไม่เห็นมีแม่น้ำเลย เริ่มไม่มั่นใจเลยหยุดแล้วสุมหัวปรึกษากันว่าจะไปทางไหนดี ถามคนที่ผ่านไปผ่านมาแถวนั้นก็ไม่มีใครรู้จัก youth hostel เลยสักคน ณ จุดนั้นเหงื่อเริ่มซึมทั้งที่อากาศเย็นนะ เริ่มระแวงว่า...เฮ้ย วันนี้กรูจะมีที่ซุกหัวนอนมั้ย
 
สักพัก อยู่ดี ๆ น้าเราคนนึงก็แวบหายไปจากวงกลุ้มใจ เราเงยหน้ามาไม่เห็นก็ตกใจ มาเห็นอีกที โน่น น้าเราวิ่งข้ามถนนไปแล้ว คือปรากฏว่าฝั่งตรงข้ามถนนตรงที่เรายืนกลุ้มกันอยู่เป็นป้อมยามของที่ทำการไปรษณีย์อังกฤษที่เรียกว่า royal mail คุณลุงในป้อมยามคงสมเพชอี 4 ตัวนี่เต็มที แกเลยโบกมือเรียกน้าเราให้ข้ามถนนไปหาแกถามไถ่ว่าจะไปไหนกัน
 
น้าเราก็บอกว่าจะไปตรงนี้ ๆ นะ แกน่ารักมากกกกนะคะ บอกว่า มันไกลนะ (ในที่สุดก็เจอคนรู้จัก youth hostel นี่แล้ว!) นี่ถ้าแกไม่ติดอยู่เวร แกจะเอารถของ royal mail ไปส่ง (ใจลุงหล่อมากค่ะ) แต่แกไปไม่ได้ เลยพยายามจะแนะนำให้เราขึ้นแท็กซี่กัน แต่เนื่องจากความงกและไม่อยากแยกกัน (คือกระเป๋าเยอะอย่างนี้ คิดกันเองว่าคงยัดเข้าไปในแท็กซี่คันเดียวไม่รอดแน่) น้าเราเลยบอกว่าไม่เป็นไร (ก็มันบอกว่าเดิน 15 นาทีเองนี่ ไม่ต้องเสียเงินก็ได้น่า) ลุงก็บอกว่างั้นให้เราไปตามถนนนี่แหละ ตรงไปเรื่อย ๆ เดี๋ยวก็เจอ
 
เราอยากถือโอกาสนี้ขอบคุณลุงมาก ๆ นะคะ ซึ้งน้ำใจลุงจริง ๆ แกทำให้เรารักคนอังกฤษตั้งแต่วันแรกที่เรามาถึงประเทศของแกเลยนะคะ คือแกไม่ต้องเรียกเราเข้าไปถามไถ่เลยก็ได้ แต่แกก็ช่วยอ่ะ น้าเราออกปากเลยว่าถ้าพรุ่งนี้ผ่านมาแถวนี้อีก จะซื้อขนมมาให้แก
 
แต่สรุปแล้วลุงแกไม่ได้กินขนมหรอกค่ะ
 
ทำไมน่ะเหรอ...ติดตามตอนต่อไปนะ 5555
 

Comment

Comment:

Tweet

เคยจองโรงแรมที่ยอร์กเหมือนกันค่ะ ในเวบบอกว่าเดินจากสถานีรถไฟสิบห้านาที เดินจริงๆ หลงจริงๆเข้าไปเกือบครึ่งชม. T^T ไม่มีคนช่วยด้วยวันนั้นคนผ่านไปมาน้อยมากๆๆๆๆ โชคดีที่ไม่ได้เอากระเป๋าใบใหญ่ไปไม่งั้นลากเหนื่อยแย่เลย T^T (เดี๋ยวนี้เวลาจองโรงแรมแล้วเค้าบกอว่าเดินแค่ XX นาที ให้คูณสองไปเลย)

#1 By Rose on 2013-04-02 18:19

Categories