เมื่อกี้พยายามจะเปลี่ยน theme บล็อก และกลายเป็นหายนะค่ะ เผ่นกลับมาหาธีมเดิมแทบไม่ทัน 555 ถ้าใครเปิดบล็อกมาแล้วเจออะไรประหลาด ๆ ก็รบกวน F5 นิดนะคะ (อายจัง ><)
 
 
มาต่อแล้วค่า วันนี้มาว่ากันเรื่องการยื่นวีซ่ากับการเตรียมของเนอะ
 
 
หลังจากที่เตรียมเอกสารเพื่อยื่นขอวีซ่าเสร็จเรียบร้อยแล้ว ทั้งพวกเอกสารส่วนตัว และแบบฟอร์ม (ที่พูดถึงไปเมื่อครั้งที่แล้วว่ามี 2 ชุด) เราก็ต้องเตรียมตัวไปขึ้นเขียง 555 พูดไปงั้น อันที่จริงก็ไม่มีอะไรหรอกค่ะ แค่เป็นการเอาเอกสารทั้งหมดไปยื่น และพิมพ์ลายนิ้วมือ (เรียกว่าการตรวจ biometric) แต่ ณ จุดนั้น มันเครียดยิ่งกว่าจะเข้าห้องสอบอีกนะคะ เพราะจะได้ไปหรือไม่ได้ไปเรียนต่อ ขึ้นอยู่กับการยื่นครั้งนี้ล้วน ๆ (อย่างที่บอกไปว่าเราไม่มีเวลาแก้ตัวแล้ว)
 
 
เวลาจะขอวีซ่าเข้าอังกฤษ เราไม่ได้ไปยื่นเอกสารที่สถานทูตอังกฤษนะคะ แต่ต้องไปที่หน่วยงานแห่งนึงที่เค้ามีหน้าที่รับเอกสารขอวีซ่าโดยเฉพาะ มีชื่อว่า vfs (อันนี้ก็ขึ้นชื่อลือชาในความปวดตับเช่นกัน 555) ก่อนจะไปที่ vfs ก็ต้องจองคิวผ่านเว็บให้เรียบร้อยก่อน ลิงค์ที่จะพาเราไปที่หน้าจองก็จะขึ้นมาหลังจากเรากรอกแบบฟอร์มออนไลน์เสร็จล่ะค่ะ แต่จะเก็บไว้ก่อน หรือจองล่วงหน้า ก่อนที่จะกรอกแบบฟอร์มก็ได้นะ ไม่ผิดธรรมเนียม แค่ว่าถึงวันแล้วให้มีแบบฟอร์มไปยื่นให้เค้าก็แล้วกัน 555
 
 
ตอนนั้นจำได้ว่าเราจองไปเช้ามาก จำไม่ได้แล้วว่าทำไมต้องเช้า แต่รู้สึกจะแปดโมงครึ่งหรืออะไรทำนองนี้ล่ะค่ะ เรากับน้าที่จะไปพร้อมกันก็ไปถึงที่ vfs ซักเจ็ดโมงครึ่งได้มั้ง ก็นั่งกอดแฟ้มเอกสารรอให้ถึงเวลานัด จำได้ว่าเสียวมากกกกกก เสียวมาก ๆ ประสาทหลอน คิดแต่ว่าถ้าเอกสารมีปัญหาล่ะ จะทำยังไง นู่นนี่นั่น
 
 
เท่าที่จำได้ (อย่างรางเลือน) เอกสารที่ใช้ก็มีไอ้ที่เราพูด ๆ ไปในเอนทรี่ก่อน จดหมายยืนยันว่าเราได้ offer จากมหาวิทยาลัย (เรียกว่า offer letter) และรูปถ่ายของเราค่ะ ของอังกฤษให้ใช้สีพื้นอ่อน คือขาวหรือเทา มีระบุขนาดกันเป็นมิลลิเมตรเลย แล้วอย่าคิดว่าเค้าระบุไปงั้นนะคะ เพื่อนเราคนนึงโดนสั่งให้ตัดรูปตรงเคาน์เตอร์ยื่นเอกสารเลย เพราะรูปใหญ่ไปมิลนึง (ตั้งมิลนึงแน่ะ !) แต่อาจจะแล้วแต่เจ้าหน้าที่ด้วย เพราะเราไม่ยักโดน
 
 
พอซักแปดโมง ด้วยความที่ประสาทหลอนจัด เราก็นั่งเปิดแฟ้มเอกสารตัวเองดู (เป็นรอบที่สิบเห็นจะได้) และให้ตายเถอะ พอเปิดไปถึงหน้านึงแล้วเราตัวชาวาบ เหงื่อแตกซิกเลยค่ะ
 
 
เพราะเราไม่ได้ปรินท์ CAS number ออกมา ! และแน่นอน ถ้าไม่มีไอ้เลขชุดนี้ก็โบกมือบ๊ายบายอังกฤษได้เลย
 
 
คืองี้ค่ะ มันไม่เชิงว่าเราไม่ได้ปรินท์หรอก คือเราปรินท์ออกมาแล้วแหละ แต่มันมีปัญหาเรื่องหน้ากระดาษแนวตั้งแนวนอนนิดหน่อย ไอ้ตรงที่เป็น CAS number เลยแหว่งไป (แหว่งตรงไหนไม่แหว่ง มาแหว่งไอ้ตรงสำคัญซะด้วย ฮึ่ยยยยย) ตอนนั้นนี่รู้สึกเหมือนเลือดตกไปกองที่เท้า คิดได้อย่างเดียวว่า อิ๊บอ๋ายแล้วววววว
 
 
แต่สวรรค์ยังเมตตาค่ะ เรากำลังแตกตื่นหันไปหันมาอยู่ ก็หันไปเจอป้ายนึงพอดี เป็นร้านรับซีรอกซ์และปรินท์ โอย ขอบคุณสวรรค์ เลยรอดมาได้ค่ะ แต่ก็โดนฟันค่าปรินท์ไปแผ่นละ 30 (ขาวดำด้วยนะ หมึกที่ใช้ทำมาจากน้ำแร่เทือกเขาหิมาลัยเหรอคะพี่) แต่ ณ จุดนั้น แผ่นละสองร้อยหนูก็ยอม 555 ปรินท์ออกมาเสร็จก็ได้เวลาที่นัดไว้พอดี
 
 
vfs หน้าตาเหมือนธนาคารค่ะ คือเป็นห้องสีขาว ๆ มีเก้าอี้นั่งรอเรียงเป็นแถว แล้วก็มีเคาน์เตอร์เป็นช่อง ๆ เค้าก็จะเรียกตามคิว เราก็ไปส่งเอกสารให้เค้าทั้งหมดแล้วก็รอให้เค้าตรวจ จากนั้นเค้าจะให้เราไปพิมพ์ลายนิ้วมือ
 
 
และเราก็ได้เครียดอีกรอบ เพราะเราพิมพ์ลายนิ้วมือไม่ติด !
 
 
คือว่าเราแพ้ผงซักฟอกค่ะ แล้วดันลืมตัว วันก่อนหน้านั้นเห็นกระเป๋าตังค์มันดำ เลยเอามาซัก ซักเสร็จ กระเป๋าตังค์สะอาด แต่มือเราข้างนึงลอกอย่างรุนแรง มีห้านิ้ว เหลือที่ยังอยู่ดีแค่นิ้วโป้ง ก่อนมาเราก็เสียว ๆ อยู่แล้วแหละ แต่ยังแอบหวังว่าเค้าจะพิมพ์นิ้วโป้งอย่างเดียว ปรากฏว่าพิมพ์ทุกนิ้ว พิมพ์อยู่ห้าหกรอบ เครื่องก็ยังจับไม่ได้ พี่เจ้าหน้าที่เค้าเลยหมายเหตุไปว่ามือลอก (ยังดีที่พี่เค้ายังปล่อยนะ TvT) นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่าไม่ควรซักผ้าก่อนพิมพ์ลายนิ้วมือ 5555
 
 
 
(คั่นเวลาด้วยน้องหมาที่เราไปเจอที่ยอร์คค่ะ เจ้าของคงเข้าไปซื้ออะไรในร้านเลยผูกมันไว้กับถังขยะหน้าร้าน
มันนั่งนิ่งมากกกกก แทบไม่ขยับเลย)
 
 
 
ขั้นตอนการยื่นขอวีซ่าก็มีเท่านี้ค่ะ หลังจากนั้นเราก็มีหน้าที่แค่ประสาทกินระหว่างรอผล และพอคุยกับเพื่อนรุ่นพี่ที่จะไปเรียนที่เดียวกัน (คนที่โดนสั่งให้ตัดรูปนั่นแหละ) ก็ยิ่งเครียด เพราะพี่เค้าขอไปก่อนหน้าเราตั้งอาทิตย์กว่า ๆ เกือบสองอาทิตย์ แต่ผลยังไม่มาเลย เรานี่กลุ้มจนแทบจะไปบนอยู่แล้ว สวดมนต์ไปเรื่อย (จะช่วยรึเปล่าก็ไม่รู้ แต่มันไม่มีอย่างอื่นที่ทำได้แล้วนี่นา 555)
 
 
ปรากฏว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์มีจริงค่ะ (ไม่ต้องบนด้วย 555) ผลวีซ่าเรามาเร็วมาก รู้สึกจะแค่ 4 วันเองมั้ง น้าเราก็บอกว่าเค้าแจ้งมาแล้วว่าให้ไปรับเล่มพาสปอร์ตคืน อันที่จริง แค่ได้เล่มไม่ได้แปลว่าวีซ่าผ่านนะคะ ต้องมาเปิดดูเนื้อในกันอีกที
 
 
แต่ปรากฏว่าวีซ่าเราผ่านนนนนนน จะบอกว่าดีใจยิ่งกว่าเอนท์ติดอีก 5555
 
 
แล้วเราโชคดีมากเลยค่ะที่ไม่มีปัญหาอะไรเลย ได้วีซ่ากลับมาพร้อมเอกสารอื่น ๆ ครบถ้วน ในขณะที่พี่ (คนที่ต้องตัดรูปคนเดิมนั่นแหละ ซ้วยซวย) ได้เอกสารกลับมาไม่ครบ แถมไอ้ที่หายไปยังเป็น offer letter ซึ่งเป็นเอกสารที่ต้องให้ ตม. ดูตอนไปถึงอังกฤษแล้ว เข้าใจว่าถ้าไม่มีให้เค้าดูก็อาจจะเข้าประเทศไม่ได้นะ ต้องตามล่ากันอย่างดุเดือดต่อไป
 
 
ส่วนเราก็ชิลแล้ว เก็บกระเป๋าเตรียมบินได้ อย่างกับยกภูเขาออกจากอก 555
 
 
ของที่ควรจะเอาไปด้วยมีอะไรบ้าง ? ถ้าถามเรา ของใช้ในชีวิตประจำวันซึ่งที่อังกฤษแพงกว่าที่ไทยอยู่มากมี 2 อย่างค่ะ อย่างแรกคือเครื่องเขียน และอีกอย่างคือ (ทำตัวขาวนิดนึง เราเขิน /ส่วนนี้คุณผู้ชายอ่านข้ามได้นะคะ 555) ผ้าอนามัยค่ะ จะบอกว่าส่วนตัวคิดว่าผ้าอนามัยที่โน่นใช้ไม่ดีด้วยแหละ แพงด้วย ของบ้านเราดีกว่าเยอะค่ะ ตอนนั้นเราตุนไปแบบเปิดร้านขายได้อ่ะ จนกลับแล้วยังใช้ไม่หมดเลย ยกให้พี่คนไทยที่โน่นต่อไป (จบการเซ็นเซอร์)
 
 
นอกนั้นก็ไม่มีอะไรเป็นพิเศษนะ เสื้อกันหนาวหรือรองเท้าบูท เราว่าไปซื้อที่โน่นดีกว่าค่ะ เพราะแน่นอนว่ามีแบบให้เลือกเยอะกว่า แถมเราจะได้ดูก่อนด้วยว่าการใช้งานเราเป็นแบบไหน เอาอุ่นมากอุ่นน้อย อีกอย่าง เราว่าบูทพวกลุยหิมะได้ คงหาที่ไทยไม่ได้ง่าย ๆ แน่เลย (เวลาหิมะมันโดนอัดจนแข็งนี่ลื่นอย่าบอกใครเลยนะ) เพราะงั้น ซื้อไปแค่พอกันหนาวกรึ่ม ๆ ได้ก็น่าจะโอเคค่ะ (เพราะส่วนใหญ่คนไปเรียนจะไปกันช่วงปลายฤดูร้อนด้วย อุณหภูมิราว ๆ 15-16 องศา เสื้อกันหนาวบ้านเรายังพอเอาอยู่นะ)
 
 
อีกอย่างที่คนน่าจะเอาไปกันเยอะก็คือมาม่า 555 จะบอกว่าที่โน่นก็มีขายนะคะ จะเป็นพวกร้านของคนจีนนำเข้ามา ซองละประมาณ 15 บาท แพงหน่อยแต่ไม่ต้องแบก เราว่าก็โอเคนะ นอกจากนั้นร้านจีนแถวมหาลัยเรานี่มีหมดเลย ไม่ว่าจะเป็นกะปิ (ตราพันท้ายนรสิงห์) น้ำปลา (ตราปลาหมึก) ซีอิ๊วขาว น้ำมันหอย น้ำจิ้มสุกี้ (ตราเด็กสมบูรณ์) น้ำแดงเฮลส์บลูบอย โก๋แก่ เถ้าแก่น้อย เอาเป็นว่าอุดมสมบูรณ์มาก ขนาดว่ายอร์คเป็นเมืองเล็ก ๆ เองนะ ถ้าใครไปเมืองใหญ่คงอุดมกว่านี้แน่
 
 
แต่ตอนนั้นเราแบกของไปเยอะมากกกกกกกกกก เพราะเห็นว่าน้าไปส่งด้วย ก็ขนกันไปสนุกสนาน ไอ้ตอนไปจากไทยน่ะไม่เท่าไหร่เพราะมีรถ แต่ไปถึงอังกฤษแล้ว นี่มันภาระชัด ๆ 555
 
 
เอาเป็นว่าตอนนี้เราก็ได้ที่เรียนแล้ว ได้มหาลัยแล้ว ได้วีซ่าแล้วด้วย กระเป๋าก็จัดเสร็จเรียบร้อย ถึงวันก็ขึ้นเครื่อง เราไป Emirates แวะที่ดูไบ เมาเครื่องอย่างรุนแรงเพราะนอนไม่หลับ แต่นอกนั้นก็ไม่มีปัญหาค่ะ เครื่องลงที่สนามบิน Manchester ตอนบ่าย ๆ ก็ผ่านตม. มาได้โดยสวัสดิภาพ
 
 
หลังจากการเดินทางอันยาวววววว (ยาวจริง ๆ /เหลือบมองเอนทรี่ที่ตัวเองเขียน) นาน ในที่สุดเราก็มาถึงหมู่เกาะอังกฤษแล้วค่ะ !
 
 
เอนทรี่ต่อไปเอาเป็นเรื่องระบบขนส่งมวลชนในอังกฤษแล้วกันนะคะ ^^

Comment

Comment:

Tweet

Categories