ด้วยความว่าว่าง (?) เลยนึกครึ้ม อยากลองเขียนเล่าประสบการณ์การไปเรียนต่อที่อังกฤษของเราให้อ่านกันเล่น ๆ ค่ะ เอาตั้งแต่สมัครถึงตอนไปอยู่ที่โน่นเลย เผื่อว่าจะมีประโยชน์กับคนที่อยากไปเรียนต่อที่อังกฤษบ้าง
 
 
ที่จริงแล้ว เหตุผลที่เราตัดสินใจไปเรียนต่อนี่มันง่อยมากเลย นั่นคือ "ยังไม่อยากทำงาน" 555 และเราไม่อยากทำงานตามวุฒิป.ตรีของเรา (เภสัช) แบบว่าเราเป็นพวกกลัวการต้องรับผิดชอบชีวิตคน (แล้วจะมาเรียนเภสัชแต่แรกทำไมก็ไม่รู้ เอิ๊ก ๆ) หันซ้ายหันขวาก็เลยตัดสินใจไปเรียนต่อ
 
 
ทีแรกเลยก็เมามากเพราะไม่รู้จะเริ่มต้นยังไง ก็มึน ๆ เลือกประเทศไปก่อนว่า โอเค จะไปอังกฤษนะ เพราะตอนนั้นลูกพี่ลูกน้องจะไปทำเอกที่โน่น ก็กะว่า เอาวะ อย่างน้อยถ้าเกิดจับพลัดจับผลูโดนจี้โดนปล้น ก็ยังมีคนช่วยแหละ (แต่ปรากฏว่าโดนทิ้ง กว่าลูกพี่ลูกน้องจะไป เราก็เรียนจบแหล่ว ชิ) อีกอย่าง อังกฤษเรียนจบเร็วดีด้วย หลักสูตรปีเดียวเอง (เหตุผลช่างปัญญาอ่อนเสียจริง 5555)
 
 
เลือกประเทศได้แล้ว ต่อมาก็เลือกวิชาที่จะเรียน เราเลือกเรียน Health Economics ค่ะ อาจจะฟังกันแล้วงง ๆ ว่ามันวิชาอะไร เอาแค่ว่ามันเกี่ยวกับความคุ้มค่าในการใช้ยาและการรักษาละกันเนอะ เพราะมันไม่ใช่ประเด็นที่เราจะมาพูดกันวันนี้ ฮา
 
 
ทีนี้มาถึงไอ้ที่มันยุ่งละ คือเลือกมหาลัย ตอนนั้นเราโง่มากเลยนะ ไม่รู้จักมหาลัยในอังกฤษเลย นอกจาก Oxford, Cambridge แล้วก็ King's College ที่รู้จักมาจากโฆษณาแบรนด์ 5555 ก็มีสรณะอยู่สามอย่าง คืออากู๋ขาใหญ่ google พวกงาน education fair แล้วก็ agency
 
 
พักครึ่งกับผลไม้หน่อยนะคะ อันนี้คล้าย ๆ ตลาดนัดบ้านเราค่ะ เป็นแผง ๆ เพิง ๆ สีน่ากินมากกกกกก
 
 
จริง ๆ เริ่มจากอันไหนก็ได้ แต่เราว่าเริ่มจาก google ก่อนดีที่สุด หาว่าหลักสูตรที่เราจะเรียน มีมหาลัยไหนเปิดสอนบ้าง หลักสูตรเป็นยังไง หลังจากนั้นก็ไปเดินดูตามงานแฟร์ ซึ่งเค้าจะมีเอเจนซี่ของมหาลัยนั้น ๆ มาออกงาน ให้ลงชื่อ อะไรพวกนี้ แล้วเอเจนซี่ก็จะแนะนำได้ว่านอกจากมหาลัยที่เราเจอมา มีมหาลัยไหนที่น่าสนใจอีก แต่ข้อควรระวังก็คือ เอเจนซี่เค้าจะมีมหาลัยที่เค้าเป็นพันธมิตรอยู่ เค้าก็จะพยายามให้เราเข้ามหาลัยนั้น (เค้าจะได้ได้ตังค์อ่ะนะ ก็เข้าใจ) เชื่อเอเจนซี่ทั้งหมดร้อยเปอร์เซ็นต์ก็ไม่ได้นะจร๊ะ
 
 
หลังจากได้ชื่อมหาลัยแล้ว ก็ควรจะลองไปดูรายละเอียดหลักสูตรว่าวิชาตรงกับที่เราอยากเรียนมั้ย (เพราะแต่ละแห่งก็เน้นคนละด้าน บางที่เน้นปฏิบัติ บางที่เน้นทฤษฎี เป็นต้น) บางคนสนใจ ranking ว่ามหาลัยไหนมีชื่อเสียงกว่ามหาลัยไหน ก็ลองเซิร์ช UK university ranking กันได้ตามสะดวก แต่เรื่องนี้บางคนเค้าก็ไม่ค่อยเชื่ออ่ะนะ เพราะว่ามันก็ขึ้น ๆ ลง ๆ เปลี่ยนกันไปทุกปี
 
 
อ้อ หมายเหตุนิดนึงแต่ละมหาลัยของเค้าก็เหมือนของบ้านเราแหละ ที่จะมีแนวถนัดไม่เหมือนกัน เช่น ถ้าธรรมศาสตร์ก็จะดังทางสายศิลป์ ถ้ามหิดลก็จะไปทางสายวิทย์ เป็นต้น ดังนั้นอันดับโดยรวมกับอันดับเฉพาะคณะที่เราต้องการเรียนอาจจะสวนทางกันก็ได้นะตัวเอง ต้องเปรียบเทียบดูดี ๆ
 
 
อันนั้นคือสิ่งที่ควรทำ แต่เราไม่ได้ทำงั้นหรอก 555 เราเริ่มจากงานแฟร์นั่นแหละ เห็นบูธไหนก็ตีหน้ามึนเข้าไปถามกันดื้อ ๆ เลยว่าเค้าเปิดสอนหลักสูตรนี้มั้ย ใช้คะแนน IELTS เท่าไหร่ (แต่ละมหาลัยและแต่ละ course ก็จะเอาคะแนนมากน้อยไม่เท่ากัน ถ้าจะไปเรียนด้านภาษาก็เจอเกณฑ์ภาษาอังกฤษโหดหน่อย) แถมบางที่มีจำกัดเกรดขั้นต่ำป.ตรีด้วยนะ (!!!)
 
 
แต่ก็ถือเป็นโชคดีของเรา ที่เราบังเอิญหน้ามึนไปเจอบูธของมหาลัยที่ค่อนข้างมีชื่อด้านที่เราจะเรียนพอดี นั่นคือ University of York (คนพื้นที่เรียกกันว่า York Uni) ซึ่งอยู่ในเมือง York ที่เป็นเมืองเล็ก ๆ น่ารักมากกกกก (เดี๋ยวจะเล่าต่อไปใน entry อื่น) เราก็ได้ข้อมูลจากเอเจนซี่ของยอร์คยูนิมา ก็โอเค เอาอันนี้แหละ (คิดสั้นมาก เพราะขี้เกียจ 555)
 
 
แต่บังเอิญเราไปถามของมหาลัยอื่น เอเจนซี่อื่นไว้ด้วย แล้วพี่ที่เอเจนซี่เค้าติดต่อกลับมาทีหลัง เลยได้เพิ่มมาอีกสองยู คือ University of Sheffield กับ University of East Anglia ของเชฟฟิลด์นี่น่าสนมาก เพราะเป็นหลักสูตรสำหรับคนจบเภสัชมาต่อด้านนี้โดยเฉพาะ แต่เราอยากได้ของยอร์คที่สุด เพราะเค้าว่ากันว่ายอร์คดีที่สุดแล้วถ้าเรียนด้านนี้ (คิดสั้นอีกแล้ว ฟังเค้าว่ามาเฉย ๆ ก็เลือกเลย เปรียบท่งเปรียบเทียบหลักสูตรคืออะไร ไม่รู้จัก 555)
 
 
แต่เราก็สมัครไปทั้งสามยูนะ
 
 
เริ่มยาว ไว้ต่อ entry ต่อไปนะคะว่าเวลาสมัคร ต้องทำยังไงบ้าง
 
 

edit @ 10 Jan 2013 13:26:33 by z_tiars

edit @ 10 Jan 2013 13:43:28 by z_tiars

Comment

Comment:

Tweet

สนใจอยากเรียนด้านนี้อยู่น่ะค่ะ จบเภสัชมาเหมือนกัน แต่ตอนนี้ทำงานอยู่ อยากสอบถามเกี่ยวกับเรื่องเรียน รบกวนขอเมลติดต่อได้มั้ยคะ

#2 By Cake (160.62.13.190) on 2013-09-19 11:00

#1 By good view (124.121.137.47) on 2013-07-26 16:38

Categories