ทุกวันนี้ social network มันเข้ามาอยู่ในชีวิตเราแบบแกะออกยากแล้วเนอะ แถมกระแสแต่ละอย่างในนั้น มาทีก็แร้งแรง เรียกได้ว่า "โซเชี่ยว" คือกระแสมันแรงและเชี่ยวกรากจริง ๆ 555 แต่ยิ่งใช้ ๆ ไป ข้าพเจ้าก็งงกับการกระทำของบางคนมากขึ้นทุกที ๆ ซึ่งขอชี้แจงไว้ว่าการกระทำที่ข้าพเจ้างงทั้งหมดนี้ อันที่จริงมันก็ไม่ผิด เพราะก็สิทธิของเขา จะทำอะไรข้าพเจ้าไม่มีสิทธิจะไปว่า และบางทีอาจเป็นข้าพเจ้าที่แปลกเอง  แต่บางครั้งมันก็งงจริง ๆ นะ จนขอมาเขียนระบายหน่อยเท้ออออ (social network ในที่นี้ขออนุญาตนับรวมไปถึง msn ด้วยนะคะ)

หมายเหตุ เอนทรี่นี้ยาวมากกกกกก หากใครอดทนอ่านจนจบได้ ข้าพเจ้าอยากกระโดดกอด 555 และหากอ่านจนจบแล้วไม่อยากถีบข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะขอบพระคุณเป็นอย่างสูง เพราะเอนทรี่นี้อุดมไปด้วยความคิดส่วนตัว ซึ่งอาจไปกระทบใครเข้า แต่ขอให้รู้ว่าข้าพเจ้าไม่ได้เจตนานะคะ แค่อยากแบ่งปันมุมมองของตัวเองเฉย ๆ แหะ ๆ

ป.ล. กันเหนียวไว้เผื่อใครไม่รู้จัก (แต่ก็น่าจะรู้จักกันเนาะ) facebook เป็นเหมือนหน้าเพจส่วนตัวเรา เขียนอะไรลงไป อัพรูปอะไรลงไป มีคนมาเขียนลงในหน้าเรา คนที่อยู่ในรายชื่อเพื่อนจะเห็นหมด เข้ามาดูย้อนหลังได้ยาว ๆ twitter มีไว้ให้แชร์ข้อความสั้น ๆ จะโต้ตอบกันเร็วกว่า facebook ส่วน instagram เป็น app แชร์รูปในมือถือจ้า




อันดับ 5 : เกมทายใจ ทายบุคลิก ทายนิสัยจากหมู่เลือด วันเกิด เดือนเกิด ปีเกิด บลา ๆ ๆ

ข้อนี้นี่จริง ๆ เป็นกิจกรรมโปรดของข้าพเจ้าเลยล่ะ สนุกดี แต่เล่นไอ้พวกนี้ไปก็ไม่เข้าใจตัวเองไป ว่า...ตกลงกรูจะทายไปเพื่ออะไร (วะ)

คืองี้ค่ะ ไอ้พวกทายใจเนี่ย มันน่าจะเป็นการตอบคำถามเพื่อดูว่าเราเป็นคนที่มีนิสัยยังไง ชอบอะไรยังไงแบบไหน โดยอาจจะมาในรูปของคำถามทางจิตวิทยา หรือทายตามสิบสองราศี สิบสองนักษัตร สี่หมู่เลือดอะไรก็ว่ากันไป พอทายเสร็จ ก็จะมีคนบอกว่าแม่นไม่แม่นงู้นงี้...ประเด็นมันอยู่ตรงนี้ค่ะ

คือข้าพเจ้าสงสัยว่าอย่างนี้ก็แปลว่าคนที่มาเล่นไอ้คำถามประเภทนี้ก็ไม่ได้ต้องการรู้สิว่าตัวเองเป็นยังไง เพราะตัดสินได้ว่าไอ้ที่ทายมามันแม่นไม่แม่น ตรงไม่ตรง แปลว่ารู้จักนิสัยตัวเองดีอยู่แล้ว แล้วจะมาเล่นไอ้พวกนี้ทำไม (วะ) (ซึ่งในที่นี้ก็หมายถึงตัวข้าพเจ้าเองด้วยนะ เพราะอ่านแล้วก็รู้สึกเหมือนกันว่าอันนี้ตรง อันนั้นไม่ตรง) และอีกอย่าง สงสัยด้วยว่าไอ้คำถามทางจิตวิทยานี่คนตั้งไปเอามาจากไหน ใช้หลักอะไรในการตั้ง สรุปคืองงมางงไป หาเหตุผลให้ตัวเองไม่ได้จนถึงทุกวันนี้ 555




อันดับ 4 : เพ้อ

อันว่าเพ้อในที่นี้ข้าพเจ้าไม่ได้หมายถึงทุกคนที่เพ้อนะคะ เพราะไอ้เพ้อแบบนั้นบางทีข้าพเจ้าก็เป็น เลยเข้าใจดี 555 จะเจาะจงไปที่คนที่เพ้อแบบเหมือนต้องการจะส่งข้อความถึงใครคนนั้น...ทั้งที่รู้ว่าไอ้ใครคนนั้นน่ะ มันไม่ได้เล่น social network นั้น ๆ หรอก
...
...
แล้วคุณเมิงจะพูดกับแมวที่ไหนไม่ทราบค้าาาาาา

คือเข้าใจว่าตัวข้าพเจ้ามันพวกเก็บกดไง มีอะไรก็ไม่พูดหรอก ใน facebook หรือในไหนก็ไม่พูด แต่จะมีคนประเภทอื่นที่เครียดแล้วอยากระบาย โดยเฉพาะไอ้ปัญหาโดนแฟน กิ๊ก ชู้ แฟนเก่า แฟนใหม่ แฟนในอนาคต ทำร้ายจิตใจเนี่ย ตัวดีนักเลย ประเด็นคือ ถ้าอยากระบาย ทำไมต้องระบายออกมาในรูปแบบเหมือนเป็นบทสนทนา ประเภทคำถามเหมือนต้องการคำตอบ

ยกตัวอย่าง

กระทาชายนายหนึ่ง (เพื่อนข้าพเจ้าเอง) โดนแฟนเก่าโทรมาระราน จะระรานกันอีท่าไหนก็ไม่ทราบได้ รู้แต่ว่าผลสุดท้ายเพื่อนข้าพเจ้าก็มาตั้ง personal message ใน msn (ทุกคนทันยุค msn เฟื่องฟูมั้ยอ่ะ personal message คือข้อความที่อยู่หลังชื่อเราน่ะจ้ะ) ประมาณว่า "รู้มั้ย เรากลับไปเป็นเหมือนเดิมไม่ได้หรอก เข้าใจซะทีได้มั้ย" ข้าพเจ้า (ด้วยความแส่ 555) เห็นเข้าก็ทักว่า เขียนแบบนี้จะดีเหรอ ประกาศออกสื่ออย่างนี้แฟนเก่าเสียใจแย่เลย เขียนแบบนี้ถ้าเป็นข้าพเจ้าเจอ ข้าพเจ้าคงจุก มันก็ทำท่าเหมือนไม่เดือดร้อน บอกว่าไม่เป็นไรหรอก แฟนเก่าไม่ได้เล่น msn
...
อืม ประหลาดล้ำจนข้าพเจ้าไม่เข้าใจ ว่างั้นตกลงคุณเมิงตั้งไปเพื่ออะไร เหมือนต้องการจะบอกว่าให้เค้าเข้าใจซะที แต่ถ้าเป็นแบบนี้รออีกกี่ชาติเค้าก็คงไม่เข้าใจหรอก เพราะเค้าไม่เห็นที่แกพิมพ์ไว้ไง ทำไมแกไม่พูดกับเค้ารู้เรื่อง (วะ)

จริง ๆ ก็อาจจะยังพอเถียงได้ว่า ก็เพื่อนข้าพเจ้ามันแค่มาระบายอารมณ์เฉย ๆ แต่ส่วนตัวข้าพเจ้าคิดว่ารูปประโยคที่ใช้มันประหลาดมาก คือถ้าตั้งข้อความว่า "โว้ย จะอะไรกันนักกันหนา" อันนั้นข้าพเจ้าเข้าใจได้ และคาดว่าคงไม่มีใครรู้เรื่องด้วยนอกจากเจ้าตัวคนเดียว แต่อันนี้มันเหมือนกะว่าต้องมีคนอ่านแล้วรู้เรื่อง แต่อันที่จริง ไอ้คนที่จะอ่านรู้เรื่องมันก็ไม่เข้ามาอ่านหรอก เพราะฉะนั้นในบางขณะ (อาจจะดูมองโลกในแง่ร้ายนะ) ข้าพเจ้าก็รู้สึกว่าคนตั้งข้อความนั้นกำลังอยากได้ความสนใจโดยที่ได้ประกาศศักดาอย่างภาคภูมิใจไปพร้อม ๆ กัน เพราะถ้าตั้งข้อความโวยเฉย ๆ โดยไม่เจาะจง อาจจะมีคนเข้ามาถามว่าเป็นอะไร แต่ไอ้เราเป็นผู้ชาย จะไปบอกว่าแฟนเก่าตามราวี มันก็แลไม่แม้นไม่แมนที่นินทาผู้หญิง เพราะฉะนั้นเจาะจงให้เดาได้ไปเลยดีกว่าว่าเป็นเรื่องแฟน แถมข้อความแบบนี้เดาได้ว่าแฟนเก่าด้วย จะได้เล่าได้แบบไม่ลำบากปากนัก ประมาณว่า "ก็มีคนถามอ่ะ เค้าไม่ได้ตั้งใจจะเล่าหรอกน้า" อนึ่ง ข้าพเจ้าเห็นว่านี่เป็นการประกาศคุณสมบัติตัวเองทางอ้อม เพราะเหมือนจะบอกให้โลกรู้ว่า "ตูข้ามีดีถึงขั้นแฟนเก่าไม่ยอมตัดใจเลยนะเว้ย"

ซึ่งนั่นแหละ ข้าพเจ้าไม่เข้าใจ (ว่ะ) ว่าทำไปเพื่ออะไร

อาจจะดูคิดมากนะคะ แต่ข้าพเจ้าเป็นคนที่ค่อนข้างใส่ใจในตัวอักษร เพราะคิดว่ามันน่าจะมีความหมาย ยิ่งเป็นการเขียนที่มีเวลากรองมากกว่าการพูดแล้ว ผู้เขียนน่าจะตั้งใจสื่ออะไรสักอย่าง ซึ่งบางทีมันก็กลายเป็นการสื่อออกมาโดยไม่รู้ตัวนะ อย่างที่เล่าไป...เอ หรือข้าพเจ้ามันมืดมนเกินไปเองหว่า




อันดับ 3 : หลายร่าง

ข้อนี้อาจเรียกได้ไม่เต็มปากว่าไม่เข้าใจ คือทีแรกข้าพเจ้าไม่เข้าใจจริง ๆ แต่คิดไปคิดมาตอนนี้เข้าใจแล้ว เลยออกแนวเป็นห่วงนิด ๆ มากกว่า และส่วนใหญ่มักเกิดกับ celeb ทั้งหลาย โดยเฉพาะ celeb นักคิดนักเขียนในอินเตอร์เน็ต

หลายร่างในกรณีนี้ไม่ได้หมายความว่าแยกร่างมาอวยตัวเองนะคะ แต่เป็นคนที่มีเล่น social network หลายอย่าง ร่างหนึ่งอยู่ใน facebook อีกร่างใน twitter หรือ instagram แล้วทีนี้พออัพอะไรที ก็ต้องไล่อัพมันให้ครบ สรุปคืออาจจะอัพข้อความเดียวกันสองรอบ รูปเดียวกันสามรอบ อะไรอย่างนี้ ทั้งที่เอาเข้าจริง คนที่เห็นข้อความหรือรูปพวกนั้นก็อาจเป็นคนเดิม ๆ เช่นข้าพเจ้า (ที่ชอบนักเขียนคนไหนก็ตามทั้งหน้าเพจ fb twitter และ instagram คือกะว่าไม่ให้มีอะไรตกสำรวจได้ ว่างั้น 555) ซึ่งเห็นข้อความเดิม รูปเดิมซ้ำเข้าหลาย ๆ ครั้ง (โดยที่บ้างครั้งพิมพ์ขึ้นใหม่ ไม่ได้แชร์มาจาก social network อื่น ทั้งที่ข้อความเหมือนกัน 95%) ก็เกิดรู้สึกขึ้นมาว่า...เหนื่อยไหม...

ทีแรกข้าพเจ้าคิดนะคะ ว่า celeb เหล่านี้อัพหลายที่ไปเพื่ออะไร คือจริงอยู่ว่าคนที่ตามในแต่ละโลก social อาจไม่ได้ตามครบทุกหน้าอย่างข้าพเจ้า แต่ถ้าอยากแชร์ความคิด ทำไมต้องให้ทุกคนในทุกโลกเสมือนรู้ด้วย จุดประสงค์ของการอัพ คือการแชร์ความคิดจริง ๆ หรือว่าต้องการ feedback เยอะ ๆ กันแน่ (เอ จริง ๆ กรูมันโคตรมืดมนเลยนี่หว่า 555) คือว่าง่าย ๆ ทีแรกข้าพเจ้ารู้สึกว่า celeb เหล่านี้เสพติด social network ล่ะ คือคำชมมันเหมือนยาเสพติด เวลามีคนชมเราครั้งหนึ่ง เราก็อยากให้เขาชมอีก ชมมากกว่าเดิมด้วย นั่นแหละคือสิ่งที่ข้าพเจ้าคิดว่า celeb เหล่านั้นเป็นในทีแรก

แต่พอมานั่งคิดดูดี ๆ (เพิ่งบรรลุเมื่อ 5 นาทีก่อนนี่แหละ) ข้าพเจ้าพบว่าลืมไปว่าโครงสร้างของแต่ละ social network มันไม่เหมือนกัน fb ดูสาธารณะกว่า ขณะที่ twitter ดูเป็นส่วนตัวมากกว่า ได้อารมณ์นั่งคุยกับเพื่อนมากกว่า เลยได้ข้อสรุปว่าพวกเขาเหล่านั้นอาจจะอยากได้รับ feedback จากคนคนละกลุ่ม ใน fb อยากได้ความเห็นของสาธารณชนหรือแฟน ๆ ใน twitter อยากถกเรื่องนี้กับเพื่อน อะไรทำนองนี้ ดังนั้นจึงเข้าใจแล้วค่ะ

แต่ยังเหลือแต่ที่สงสัยว่า "เหนื่อยไหม" นี่แหละ คืออันนี้ไม่ได้พยายามจะกวนเท้าหรืออะไรนะคะ มันสงสัยจริง ๆ แต่คิดว่าคงไม่เหนื่อยหรอกมั้งเนอะ เพราะมันก็คงสนุกดีไปอีกแบบ

(อันดับนี้เขียนด้วยความขรึมเป็นพิเศษ เพราะ celeb เหล่านั้นเป็นบุคคลที่เราชื่นชมทั้งนั้น แหะ ๆ)




อันดับ 2 : autolike 1

autolike นี่เป็นคำที่ข้าพเจ้าบัญญัติขึ้นเองสด ๆ ร้อน ๆ นะคะ ไม่รู้ว่าจะมีคนใช้คำนี้ในความหมายอื่นหรือเปล่า แต่เราขออนุญาตตั้งความหมายไว้สองแบบ

ความหมายแรกคือความหมายที่เราให้อยู่ในอันดับ 3 นะคะ auto นี้มาจาก automatic จึงขออนุญาตมั่วแบบไม่ใช้ภูมิปัญญาแปล autolike ว่า like โดยอัตโนมัติ ใช้ไขสันหลัง ไม่ได้ใช้สมองน่ะค่ะ กล่าวคือพอเห็นปุ๊บ กรูว์ like ไว้ก่อนละเฮ้ยยย (รวมถึง retweet ใน twitter...ซึ่งหมายถึงการเอาข้อความนั้นไปเผยแพร่ในทวิตภพ...และการอวยประเภทอื่น ๆ ด้วยนะ) ส่วนใหญ่เป็นพฤติกรรมที่มีต่อการกระทำใด ๆ ก็ตามของบุคคลที่มีชื่อเสียง

วันก่อนข้าพเจ้าเห็นจะ ๆ กับตาเลยค่ะ ใน twitter ของยามเฝ้าโรงพยาบาลซึ่งเป็นเจ้าของเว็บดังที่รายงานมาม่า จ่าแกทวีตว่า "กรุงเทพหนาวเหมือนฝนจะตก" หรืออะไรทำนองนี้ล่ะ ข้าพเจ้าก็จำไม่ได้แน่แล้ว แต่แน่ใจว่าพูดถึงสภาพอากาศกทม.นี่แหละ ข้าพเจ้าก็กดเข้าไปดู
...
เออ มีคน retweet ด้วยเว้ยเฮ้ย
...
ณ จุดนั้น อยากจะถามคนที่ reweet เหลือเกินว่า...ไหวมั้ย...ลำปางหนาวมั้ยคะ

อันนี้ไม่เข้าใจอ่ะ ไม่เข้าใจอย่างรุนแรง คือข้าพเจ้าคิดเอาเองว่าการ retweet คือการที่เราชอบข้อความนึงจนอยากบอกต่อให้เพื่อนเราได้ร่วมชื่นชมด้วย แต่นี่มันไม่ใช่อ่ะกิ๊บ คือคุณเมิงจะ retweet ไปเพื่ออะไร (วะ) คะ ไอ้ข้อความเนี้ย คือยังไงล่ะ แบบเห็นรูปประโยคแล้วมันโดนจ๊ายยยยโดนใจ ไม่มีใครพูดถึงสภาพอากาศในกรุงเทพฯได้ดีเท่าจ่าอีกแล้ว น้ำตาจะไหลด้วยความซาบซึ้งงงงงง หรืออะไรทำนองนี้หรือไงค้า หรืออยากให้คนอื่นเห็นว่า เฮ้ย จ่าแกมีความเห็นกับสภาพอากาศกรุงเทพฯแบบนี้เว้ย จ่าเข้ามากรุงเทพฯแล้วเว้ย อะไรงี้เหรอ ง้งงงงงงงงงง

อีกตัวอย่างหนึ่ง ใน instagram ของดาราดังคนนึงที่ข้าพเจ้าตามอยู่นะคะ เขาจะชอบถ่ายข้อความคม ๆ โดน ๆ ซึ้ง ๆ ในหนังสือเพชรพระอุมามาลง ไอ้ข้อความพวกนั้นมันก็คมจริงนั่นแหละ ระดับปลายปากกาพนมเทียนซะอย่าง คนจะ like เยอะก็อาจจะพอถูไถไปได้ว่าเขาชอบข้อความ แต่ประเด็นคือ พอแฟน ๆ บางคน (ย้ำว่าแค่บางคนนะคะ) ช้อบบบบบชอบ มันคมจริง ๆ เลยค่ะที่รัก แล้วเลยชมดาราคนนั้นว่าคมเหลือเกิน ซึ้งจัด ๆ เป็นกวีตัวจริงเลยนะเนี่ย อะไรทำนองนี้
...
อืม ตกลงใครเป็นคนเขียน (วะ) ได้ข่าวว่าถ่ายรูปมาจากหนังสือไม่ใช่เหรอ (วะ) แล้วมันเป็นกวีตรงไหน (วะ) ก็แค่คนที่ชอบประโยคคม ๆ ไม่ใช่เหรอ (วะ) (ล้มโต๊ะ)
...
คือเข้าใจนะคะว่าอาจจะอยากชมว่าดารามีอารมณ์ศิลปินที่ชื่นชมความงามของภาษาหรือบทประพันธ์ แต่การชมว่ามีอารมณ์ศิลปินกับชมว่าเป็นกวีเนี่ย มันไม่เหมือนกันนะ (โว้ย) คะ  ใช้แทนกันไม่ได้ด้วย ความหมายมันคนละโยชน์เลย ถ้าใช้ไม่ระวัง คน (คิดมาก) แบบเราอ่านเจอเข้า จะโดนคิดแบบที่เราคิดอยู่นะคะว่า "อะไรวะ"

ตามความเห็นส่วนตัว (ที่เต็มไปด้วยอคติ) ของเรานะคะ เราคิดว่าการ like และการอวยทั้งหลายเนี่ย มันควรจะเก็บไว้ให้สิ่งที่เราชอบจริง ๆ นะ และควรจะดูตามาตาเรือนิดนึง ไม่ใช่แบบ เฮ้ย หลับหูหลับตา like ไปเหอะ นี่มันสเตตัสของดารานะเว้ย ทวีตของคนมีชื่อเสียงนะเว้ย ถ้ายังทำกันแบบนี้ การ like มันก็ดูไม่ค่อยมีความหมายนะ แถมบางที ดาราถ่ายรูปอะไรงี่เง่า ๆ มา แบบที่ดูแล้วรู้เลยว่าถ้าไม่ดูว่าใครเป็นคนถ่ายเนี่ย อาจจะไม่ได้ like ด้วยซ้ำ แต่นี่คน like เป็นพัน มันทำให้เราสงซ้ายยยยยสงสัยว่า "จะ like กันไปเพื่ออะไรเนี่ย"




อันดับ 1 : autolike 2

คือ auto เนี่ย มันเป็น prefix ที่แปลว่า self ได้ด้วย คือ ทำอะไรบางอย่างกับตัวเองแหละ...แน่นอนค่ะ...ข้าพเจ้ากำลังจะพูดถึงการ "กด like ตัวเอง"

คือคนที่กดโพสต์อะไรลงไปแล้ว like ตัวเองเนี่ย คือชอบมากหรือว่าไงอ่ะคะ นี่ยังดีนะว่า twitter มันไม่ยอมให้ retweet ตัวเอง ไม่งั้นคงมีคน retweet ตัวเองซ้ำ ๆ แน่ เรามั่นใจ (ฮา) อันที่จริงจะว่าไป พี่มาร์กแห่ง facebook แกไม่ได้ห้ามกด like ตัวเอง ก็ถือได้ว่าการ like ตัวเองไม่ผิดกติกามารยาทแต่อย่างใด แต่ขอโทษเถอะค่ะ คุณเมิงจะ like ตัวเองกันไปทำไมไม่ทราบคะ ขาดความอบอุ่นหรือเปล่า ประมาณว่าถ้าเห็นโพสต์ของตัวเองไม่มีใครมา like แล้วมันจะเปล่าเปลี่ยวหัวใจ แบบไม่มีใครสนใจช้านนนนน อย่างงี้เหรอ คือโอเคว่าบางคนอาจจะ like แค่บางอันที่ถูกใจว่า เฮ้ย กรูคิดได้โว้ย ภูมิใจ ๆ อันนั้นพอจะอนุโลมได้ แต่มันก็มีบางคนนะคะ ที่ like โพสต์ของตัวเองมันทุกโพสต์ (อย่างบุคคลที่เพิ่งมีกรณีดราม่า ufo กับทีมรายการ vrzo ไป และก็โดนปลื้มเหน็บกลับไปนิ่ม ๆ เรียบร้อย)

มีตัวอย่างหนึ่งที่ฮามาก อันนี้เพื่อนเล่าให้ฟังมาอีกทีว่าไปเจอมา คือมีคนโพสต์สเตตัสลง facebook กด like สเตตัสนั้น แล้ว comment ตอบสเตตัสนั้น แล้วก็ like comment นั้นอีกที คือพูดง่าย ๆ ว่าเป็นคนยืนได้ด้วยลำแข้งตัวเอง ไม่ต้องพึ่งใคร ตั้งเอง ชงเอง ตบเอง เสร็จสรรพ แต่มันเหมือนคุยกับตัวเองเกินไปมั้ย (วะ) คะ ข้าพเจ้าสงสัยจริง ๆ นะ

อาจจะดูว่าด่ากราดนะคะ แต่ที่พูดนี่ด้วยความสงสัยจริง ๆ เพราะอย่างที่บอกล่ะค่ะ ข้าพเจ้าคิดว่า like มันมีไว้ให้สิ่งที่เราชอบหรือชื่นชม มันไม่น่าเอามาทำอะไรแบบนี้นะ (เอ หรือว่าคนที่ like สเตตัสตัวเองทุกอันนี่จะเป็นพวกหลงตัวเองนะ คือแบบชื่นชมทุกอย่างที่หลุดออกจากมันสมองอันปราดเปรื่องของตัวเองไป ฮา) ถ้าใครมีคำอธิบายอะไรต่อพฤติกรรมนี้ ก็วานบอกกันทีนะคะ เผื่อเราจะค้นพบแสงสว่างในความมืดบ้าง (ฮา)
 
 
 

edit @ 10 May 2012 20:21:43 by z_tiars

Comment

Comment:

Tweet

Categories