ทิ้งช่วงไปนานอีกแล้ว เราเพิ่งเริ่มทำงานเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาค่ะ ทั้งที่เพิ่งเริ่มแท้ ๆ แต่งานบานทับหัวมาก ๆ เลยไม่มีเวลามาอัพ 555 แต่วันนี้เกิดคิดถึงอังกฤษขึ้นมา (คาดว่าคงเพราะร้อนจัด เลยคิดถึงอากาศเย็น ๆ ฮา) ก็เลยนึกได้ว่ามาอัพต่อดีกว่า ฮา
 
ตอนที่แล้วเราบอกว่าจะเล่าเรื่องขนส่งมวลชนที่เหลือเนอะ แต่คิดไปคิดมา เปลี่ยนใจดีกว่าค่ะ เดี๋ยวมันจะมีแต่เนื้อหาน่าเบื่อ (เปลี่ยนใจง่ายมาก เหตุผลกะหลั่ว ๆ ด้วย 555) เปลี่ยนบรรยากาศมาเล่าเรื่องหลังจากเราเหยียบอังกฤษในที่สุดบ้างดีกว่านะคะ
 
คือตอนที่เราไปเนี่ย ไม่ได้ไปคนเดียวค่ะ มีน้าไปส่งด้วย 3 คน นัยว่าน้าไปทั้งช่วยขนของและไปเที่ยว คุ้ม (ฮา) และเราก็หอบสมบัติบ้าไปเยอะมากกกก ชนิดว่าใครเห็นก็ต้องตกใจอ่ะ คือว่าง่าย ๆ กระเป๋าเดินทางสี่ใบใหญ่ หนึ่งใบเล็ก เป็นของของเราไปแล้วสามใบ (เราไม่ได้เตรียมเองนะ น้าเตรียมให้ ถ้าให้เราเตรียมเองน่ะเหรอ กระเป๋าเดียวก็คงไม่เต็มหรอก เพราะเราเป็นพวกถือคติว่า ไม่ได้ไปกลางป่าลุ่มน้ำอเมซอน ไปซื้อเอาดาบหน้าก็ได้ ขี้เกียจแบก 555) ดังนั้นก็ลากกันพะรุงพะรังเลยค่ะ 4 คน 5 ใบ น้าผู้ชายก็รับกรรมลาก 2 ใบไปตามระเบียบ
 
เรา 4 คนก็ใช้ brit rail (ที่เล่าถึงเมื่อเอนทรี่ที่แล้ว) ขึ้นรถไฟจากสนามบินที่แมนเชสเตอร์มาที่ยอร์กค่ะ อันที่จริงจากที่สนามบินมาที่ยอร์กจะมีขบวนรถวิ่งตรง แต่วันนั้นที่ไปมีสไตรค์ ก็เลยต้องอ้อมไปอีกที่นึง
 
ตอนนั้นเราคิดเหมือนกันนะ ว่าร้อยวันพันปีไม่ประท้วง มาประท้วงเอาวันที่เรามาถึงเนาะ แจ๊กพ็อตดีจริง ๆ
 
แน่นอนว่าในตอนนั้น เรายังไม่รู้หรอก ว่าวิบากกรรมประจำวันมันเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น
 
จากสถานีรถไฟ Manchester Airport เราก็นั่งรถไฟกันมาที่สถานี Manchester Piccadilly เพื่อต่อรถไฟไปยอร์ก (วิ่งกันตับแลบเล็กน้อย เพราะเวลาที่เราลงจากรถไฟ กับเวลาที่รถไฟขบวนถัดไปออก ห่างกันแค่ 5 นาทีเอง)
 
ชานชาลาในสถานี Manchester Piccadilly ค่ะ หลังจากขึ้นมานั่งบนขบวนรถและหายจากอาการหอบเป็นหมาหอบแดดแล้ว ก็เริ่มปฏิบัติการบ้านนอกเข้ากรุง ถ่ายรูปทุกสิ่งอันรอบตัวในทันที ฮา ถ้าเทียบกับสถานีที่ยอร์กแล้ว ที่นี่ค่อนข้างโทรมนะคะ แต่ก็สวยดีนะ เราชอบ ดูกราฟฟิตี้ดี
 
รถไฟมุ่งหน้าสู่ยอร์ก ใช้เวลาชั่วโมงครึ่ง เราก็ไปถึงสถานีรถไฟที่ยอร์ก เจอคนอังกฤษใจดี เห็นสาว ๆ เอวบางร่างน้อย (?) แบกกระเป๋าใบเท่าตู้เย็นย่อม ๆ กันเองแล้วคงสงสาร เลยช่วยยกกระเป๋าขึ้นลงรถไฟให้ (เค้ายกอย่างกับมันเบาแแน่ะ) ก็ลากกระเป๋าออกมาจากสถานีรถไฟกัน (สถานีรถไฟที่ยอร์กน่ารักดีนะคะ แต่ไม่มีรูปอีกแล้ว เสียใจ วันหลังไปไหนเราจะถ่ายรูปให้มากกว่านี้ T^T)
 
จากนั้นน้าก็งัดแผนที่โรงแรมออกมาค่ะ
 
เรื่องของเรื่องคือเราไปถึงก่อนวันที่เริ่มเรียนภาคฤดูร้อนเกือบอาทิตย์เหมือนกัน หอในมหาลัยเลยยังไม่เปิดให้เข้าไปอยู่ ก็ต้องอยู่โรงแรมกันไปก่อน โรงแรมที่น้าเราจองไว้คือ youth hostel (เป็นกึ่งหอกึ่งโรงแรมแหละค่ะ คนที่มาพักส่วนใหญ่จะเป็นพวก backpacker หรือพวกแบกเป้เที่ยว) ซึ่งบอกว่าอยู่ห่างจากสถานีรถไฟแค่ชั่วระยะเดินเลียบแม่น้ำ 15 นาที เค้าก็บรรยายเส้นทางมา มาพร้อมกับตำแหน่งแห่งที่ใน google map ด้วย จำได้แม่นเลยว่าดูตามแผนที่แล้ว เราต้องไปตาม leeman road
 
แล้ว leeman road นี่มันอันไหน...
 
ละล้าละลังกันอยู่พักใหญ่ เราก็วิ่งไปถามคุณตำรวจแถวนั้น และ...ช็อกนิด ๆ เพราะฟังคุณตำรวจรู้เรื่องมั่งไม่รู้เรื่องมั่ง TvT คือเราไม่คุ้นกับสำเนียงอังกฤษน่ะค่ะ (จริง ๆ จะสำเนียงอะไรก็ไม่คุ้นทั้งนั้นแหละ เว้นแต่สำเนียงไทย ฮา) คุณตำรวจก็ดีใจหาย ชี้ไปชี้มา เราเลยเห็นป้ายบอกทางเข้า leeman road จนได้ ก็ขอบคุณเค้า แล้วพากันลากกระเป๋าเดินไปตาม leeman road กะว่าเดี๋ยวต้องเจอแม่น้ำแน่ ๆ จะแม่น้ำอะไรก็ไม่รู้ล่ะ แต่มันต้องมีสิ
 
แต่ปรากฏว่าไม่มีค่ะ
 
เราเดินกันไปนานพอสมควรแล้วแหละ แล้วก็เริ่มสงสัย เพราะมันไม่เห็นมีอะไรเลย ก็มีถนน ต้นไม้ ถนน ต้นไม้ อยู่อย่างนี้ ไม่เห็นมีแม่น้ำเลย เริ่มไม่มั่นใจเลยหยุดแล้วสุมหัวปรึกษากันว่าจะไปทางไหนดี ถามคนที่ผ่านไปผ่านมาแถวนั้นก็ไม่มีใครรู้จัก youth hostel เลยสักคน ณ จุดนั้นเหงื่อเริ่มซึมทั้งที่อากาศเย็นนะ เริ่มระแวงว่า...เฮ้ย วันนี้กรูจะมีที่ซุกหัวนอนมั้ย
 
สักพัก อยู่ดี ๆ น้าเราคนนึงก็แวบหายไปจากวงกลุ้มใจ เราเงยหน้ามาไม่เห็นก็ตกใจ มาเห็นอีกที โน่น น้าเราวิ่งข้ามถนนไปแล้ว คือปรากฏว่าฝั่งตรงข้ามถนนตรงที่เรายืนกลุ้มกันอยู่เป็นป้อมยามของที่ทำการไปรษณีย์อังกฤษที่เรียกว่า royal mail คุณลุงในป้อมยามคงสมเพชอี 4 ตัวนี่เต็มที แกเลยโบกมือเรียกน้าเราให้ข้ามถนนไปหาแกถามไถ่ว่าจะไปไหนกัน
 
น้าเราก็บอกว่าจะไปตรงนี้ ๆ นะ แกน่ารักมากกกกนะคะ บอกว่า มันไกลนะ (ในที่สุดก็เจอคนรู้จัก youth hostel นี่แล้ว!) นี่ถ้าแกไม่ติดอยู่เวร แกจะเอารถของ royal mail ไปส่ง (ใจลุงหล่อมากค่ะ) แต่แกไปไม่ได้ เลยพยายามจะแนะนำให้เราขึ้นแท็กซี่กัน แต่เนื่องจากความงกและไม่อยากแยกกัน (คือกระเป๋าเยอะอย่างนี้ คิดกันเองว่าคงยัดเข้าไปในแท็กซี่คันเดียวไม่รอดแน่) น้าเราเลยบอกว่าไม่เป็นไร (ก็มันบอกว่าเดิน 15 นาทีเองนี่ ไม่ต้องเสียเงินก็ได้น่า) ลุงก็บอกว่างั้นให้เราไปตามถนนนี่แหละ ตรงไปเรื่อย ๆ เดี๋ยวก็เจอ
 
เราอยากถือโอกาสนี้ขอบคุณลุงมาก ๆ นะคะ ซึ้งน้ำใจลุงจริง ๆ แกทำให้เรารักคนอังกฤษตั้งแต่วันแรกที่เรามาถึงประเทศของแกเลยนะคะ คือแกไม่ต้องเรียกเราเข้าไปถามไถ่เลยก็ได้ แต่แกก็ช่วยอ่ะ น้าเราออกปากเลยว่าถ้าพรุ่งนี้ผ่านมาแถวนี้อีก จะซื้อขนมมาให้แก
 
แต่สรุปแล้วลุงแกไม่ได้กินขนมหรอกค่ะ
 
ทำไมน่ะเหรอ...ติดตามตอนต่อไปนะ 5555
 
หลังจากอู้ไปเกือบเดือน เราก็กลับมาต่อแล้วค่าาาาาา (มีคนรออ่านบ้างมั้ยน้า เอิ๊กกกก แต่ถึงไม่มีเราก็จะเขียนล่ะ เขียนแล้วเพลินดี 555)
 
คราวก่อนเราทิ้งท้ายไว้ว่าจะพูดถึงระบบขนส่งมวลชนของอังกฤษเนอะ ก็มาเริ่มกันเลยดีกว่า อันที่จริงระบบขนส่งมวลชนที่โน่นก็เหมือน ๆ ที่บ้านเราแหละ ผิดแต่ที่โน่นไม่มีพี่วิน และข้ามเมืองโดยใช้รถไฟกันเป็นหลักเพราะจะเร็วกว่า แต่ถ้าเน้นถูกไม่ต้องการความเร็ว ก็นั่งรถ Coach ซึ่งเป็นเหมือนรถทัวร์บ้านเรา ราคาต่างกับรถไฟชนิดหน้ามือเป็นหลังมือเลย แต่ลงจากรถอาจหลังเดาะได้นะ เพราะบางครั้งมันก็นานมากกกก
 
มาเริ่มกันที่รถไฟละกันนะคะ แน่นอนว่าระบบรถไฟที่อังกฤษนั้นประเสริฐกว่ารถไฟหวานเย็นบ้านเราอยู่ประมาณสามล้านแปดแสนเท่า ประการแรกคือรถมันมาตรงเวลาเป็นหลักนาที บอกว่าจะมา 15.48 นาที พอถึงเวลานั้นมันก็จะมาจอดเทียบชานชาลาพอดี
 
แต่ระบบรถไฟที่อังกฤษยังไม่เที่ยงตรงที่สุดนะคะ (ถ้าที่สุด เราว่าน่าจะเป็นสวิตเซอร์แลนด์) เพราะก็มีดีเลย์บ้าง แต่เค้าจะมีเวลาประมาณการให้ค่ะว่าดีเลย์แล้วจะมาถึงตอนประมาณไหน ทำให้การรอคอยของเราเป็นไปอย่างมีเป้าหมาย ฮา และส่วนใหญ่ก็ดีเลย์ไม่มากด้วย เท่าที่เราเจอมักเป็นปัญหาจากพวกภัยธรรมชาติอย่างน้ำท่วมอะไรทำนองนี้ค่ะ
 
อีกประการหนึ่งคือสภาพรถไฟดีมากทั้งนอกรถและในรถค่ะ
 
 
รูปนี้เราจิ๊กมาจากเว็บ dailymail.co.uk นะคะ
เพิ่งรู้ตัวเหมือนกันว่าเราไม่เคยถ่ายรูปรถไฟเก็บไว้เลย 555
 
 
การรถไฟที่อังกฤษเค้าดำเนินการโดยเอกชนนะคะ จะมีบริษัทรถไฟอยู่หลายเจ้า เปิดให้บริการในพื้นที่แตกต่างกันไป เช่นบริษัท Northern Rail ก็จะเน้นทางช่วงตอนเหนือของประเทศ (คิดว่าใช่นะ) เป็นต้น แถว York ที่เราอยู่ ก็มีบริษัทใหญ่ ๆ อยู่ 2 เจ้ามั้ง คือ east coast กับ first transpennine (อ่านว่า ทรานสเพนไนน์นะจ๊ะ เราอ่านทรานสเพนนินมาจนจะกลับ ถึงเพิ่งรู้ตัวว่าอ่านผิด 555) จริง ๆ อาจจะมีบริษัทอื่นอีก แต่เราจำไม่ได้ 555
 
แต่เวลาเราจะขึ้นรถไฟ ส่วนใหญ่ไม่ต้องซีเรียสหรอกค่ะว่าบริษัทอะไร แค่สภาพรถก็จะต่างกันนิดหน่อยน่ะนะ ไม่มาก มีพิเศษคือบางเจ้าอย่าง east coast นี่จะมี wi-fi ให้เล่นฟรี 15 นาที เป็นต้น และบางทีอยู่ดี ๆ ก็จะมีการแจกขนมกันซะงั้น อย่างวันที่เราเพิ่งลงจากเครื่องมาวันแรก ขึ้นรถไฟแล้วเค้าก็แจกขนมเป็นบิสกิตห่อเล็ก ๆ ให้คนละห่อ เข้าใจว่าแทนคำขอโทษนะ เพราะว่าวันนั้นพนักงานรถไฟเค้าประท้วงกัน การเดินรถเลยมีปัญหาน่ะค่ะ
 
การซื้อตั๋วรถไฟที่อังกฤษ แบ่งได้เป็น...3 แบบล่ะมั้ง คือซื้อออนไลน์ ซื้อกับเครื่องขายตั๋ว และซื้อกับพนักงาน ถ้าซื้อออนไลน์ก็ เว็บนี้ เลยค่ะ จะมีรายละเอียดบอกทั้งหมดว่ารถเที่ยวกี่โมง จากที่ไหนไปที่ไหน ใช้เวลาเท่าไหร่ เราใช้วิธีนี้บ่อยสุดเพราะสะดวกดี ไม่ต้องถ่อไปถึงสถานี
 
พอซื้อแล้วให้เค้าส่งตั๋วมาที่บ้านก็ได้นะคะ แต่ส่วนใหญ่เราเลือกไป collect เองที่สถานี เวลา collect จะ collect จากเครื่องขายตั๋วหรือกับพนักงานก็ได้ เราก็เลือกเครื่องขายตั๋วอีก (เป็นมนุษย์ไม่ชอบมีปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์อื่น ฮา) เครื่องขายตั๋วที่นั่นหน้าตาคล้าย ๆ เครื่องขายตั๋ว MRT บ้านเราน่ะค่ะ แต่มันจะมีช่องให้เราเสียบบัตรเดบิต/เครดิตที่เราใช้จ่ายค่าตั๋วเข้าไป กรอกเลข reference number ที่เค้าจะเมลมาให้ จากนั้นตั๋วก็จะร่วงลงมา
 
แต่ไม่ว่าจะซื้อแบบไหน สิ่งที่นักเรียนที่ไปเรียนอังกฤษทุกคนควรทำเอาไว้ก่อนที่จะลงมือซื้อคือสิ่งที่เรียกว่า railcard ค่ะ เป็นอารมณ์บัตรส่วนลดสำหรับนักเรียนที่จะทำให้เราได้ลดค่าตั๋ว 30% ทุกครั้งที่เราซื้อตั๋วรถไฟ (จริง ๆ ก็มีเงื่อนไขนิดหน่อย แต่เงื่อนไขนั่นไม่กระทบเราเท่าไหร่ เลยนับว่าคุ้มมากค่ะ) ค่าทำบัตรนี้ ตอนที่เราไปก็ 1 ปี 28 ปอนด์ ไม่รู้ว่าตอนนี้ขึ้นหรือยังนะคะ แต่ส่วนลดที่ใช้ไป เกินค่าทำบัตรแน่ ๆ เวลาจะทำก็ไปสถานีรถไฟใกล้บ้านท่านพร้อมรูปถ่ายหนึ่งรูป หาแบบฟอร์มที่เขียนว่า 16-25 railcard กรอกแล้วเอาไปยื่นที่พนักงาน (ถึงมันจะเขียนว่า 16-25 แต่คนที่อายุเกิน 25 แต่ยังเป็นนักเรียนอยู่ก็ทำอันนี้ได้นะคะ ;))
 
อีกอย่างที่จะช่วยให้เราประหยัดค่าตั๋วได้มาก คือการซื้อตั๋วล่วงหน้าค่ะ ยิ่งนานยิ่งดี (รู้สึกว่าล่วงหน้าได้นานสุด 3 เดือนก่อนวันเดินทางนะ) ตัวอย่างเช่น ตั๋วรถไฟจาก york ไป london ถ้าซื้อในวันที่เดินทาง จะตกอยู่ที่เที่ยวละเฉียด 100 ปอนด์หรือแพงกว่านั้น (เกือบ 5000 บาท สยอง~) แต่ถ้าซื้อล่วงหน้าซักสองเดือน อาจจะลดเหลือแค่ 14 ปอนด์เท่านั้นเอง
 
รายละเอียดการซื้อตั๋วยังมียิบย่อยอีกนะคะ แต่ถ้าไปแล้วก็จะค่อย ๆ เรียนรู้ไปเองแหละเน้อ
 
บรรยากาศในสถานีรถไฟที่ York ค่ะ เป็นสถานีเก่าเอาการเลย
พี่คนไทยที่นี่บอกว่าเป็นสถานีรถไฟแห่งแรกในอังกฤษ ไม่รู้เหมือนกันว่าจริงเท็จประการใด 555
 
อ้อ สำหรับคนที่จะไปเที่ยวแล้วแน่ใจว่านั่งรถไฟเยอะแน่ ๆ มีอีกทางนึงที่สะดวกดีนะคะ คือ Brit Rail อันนี้ซื้อแบบเหมา ๆ ตามจำนวนวันที่จะไป วันนึงขึ้นกี่ครั้งก็ได้ เที่ยวไหนก็ได้ ลองอ่านรายละเอียดในเว็บดูเน้อ แต่เค้าขายเฉพาะคนที่อยู่นอกประเทศนะคะ เพราะเป็นสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ คนที่เรียนอยู่ที่นี่หมดสิทธิซื้อเอง (แต่ให้คนที่ไทยซื้อส่งมาได้นะ อันที่จริงมันก็ผิดกฎแหละ แต่ก็นะ ฮา)
 
ที่อังกฤษนี่โครงข่ายรถไฟเค้าครอบคลุมมาก ถ้าไม่ใช่ว่าเมืองเล็กแบบชนบทจริง ๆ มักจะมีสถานีรถไฟเป็นของตัวเองนะ ส่วนเราไปอยู่ York ก็สบายหน่อย เพราะถึงจะเป็นเมืองเล็กแต่ York เป็นชุมทางรถไฟค่ะ จะไปเมืองใหญ่ ๆ เมืองอื่นก็มักจะมีรถไฟวิ่งตรง ไม่ค่อยต้องไปเปลี่ยนที่ไหน สบายไป
 
อ้อ เวลาข้ามเมืองเราใช้รถไฟเป็นหลัก ไม่เคยขึ้นรถโค้ช (ที่เหมือนรถทัวร์บ้านเรา) แต่มีพี่บอกมาว่าจาก York ไป London แค่ 4-5 ปอนด์เองนะ ถูกมากเมื่อเทียบกับค่ารถไฟ (และค่าครองชีพของเค้าที่มีไอศกรีมโคนละเกือบ 2 ปอนด์เป็นมาตรฐาน) แต่นั่ง 5 ชั่วโมงแน่ะ ลงมาคงปวดตัวน่าดู
 
ว่าจะเขียนเรื่องขนส่งมวลชนให้หมด แต่ขอจบแค่ตรงรถไฟก่อนแล้วกันนะคะ (มันชักยาว) ต๊ะไว้ก่อน ครั้งหน้าเราจะมาเล่าเรื่องรถเมล์กับแท็กซี่พร้อมทั้งรถไฟใต้ดินหรือที่เรียกกันว่า tube ในลอนดอนให้ฟังเน้อ~
 


edit @ 18 Feb 2013 12:13:03 by z_tiars

เมื่อกี้พยายามจะเปลี่ยน theme บล็อก และกลายเป็นหายนะค่ะ เผ่นกลับมาหาธีมเดิมแทบไม่ทัน 555 ถ้าใครเปิดบล็อกมาแล้วเจออะไรประหลาด ๆ ก็รบกวน F5 นิดนะคะ (อายจัง ><)
 
 
มาต่อแล้วค่า วันนี้มาว่ากันเรื่องการยื่นวีซ่ากับการเตรียมของเนอะ
 
 
หลังจากที่เตรียมเอกสารเพื่อยื่นขอวีซ่าเสร็จเรียบร้อยแล้ว ทั้งพวกเอกสารส่วนตัว และแบบฟอร์ม (ที่พูดถึงไปเมื่อครั้งที่แล้วว่ามี 2 ชุด) เราก็ต้องเตรียมตัวไปขึ้นเขียง 555 พูดไปงั้น อันที่จริงก็ไม่มีอะไรหรอกค่ะ แค่เป็นการเอาเอกสารทั้งหมดไปยื่น และพิมพ์ลายนิ้วมือ (เรียกว่าการตรวจ biometric) แต่ ณ จุดนั้น มันเครียดยิ่งกว่าจะเข้าห้องสอบอีกนะคะ เพราะจะได้ไปหรือไม่ได้ไปเรียนต่อ ขึ้นอยู่กับการยื่นครั้งนี้ล้วน ๆ (อย่างที่บอกไปว่าเราไม่มีเวลาแก้ตัวแล้ว)
 
 
เวลาจะขอวีซ่าเข้าอังกฤษ เราไม่ได้ไปยื่นเอกสารที่สถานทูตอังกฤษนะคะ แต่ต้องไปที่หน่วยงานแห่งนึงที่เค้ามีหน้าที่รับเอกสารขอวีซ่าโดยเฉพาะ มีชื่อว่า vfs (อันนี้ก็ขึ้นชื่อลือชาในความปวดตับเช่นกัน 555) ก่อนจะไปที่ vfs ก็ต้องจองคิวผ่านเว็บให้เรียบร้อยก่อน ลิงค์ที่จะพาเราไปที่หน้าจองก็จะขึ้นมาหลังจากเรากรอกแบบฟอร์มออนไลน์เสร็จล่ะค่ะ แต่จะเก็บไว้ก่อน หรือจองล่วงหน้า ก่อนที่จะกรอกแบบฟอร์มก็ได้นะ ไม่ผิดธรรมเนียม แค่ว่าถึงวันแล้วให้มีแบบฟอร์มไปยื่นให้เค้าก็แล้วกัน 555
 
 
ตอนนั้นจำได้ว่าเราจองไปเช้ามาก จำไม่ได้แล้วว่าทำไมต้องเช้า แต่รู้สึกจะแปดโมงครึ่งหรืออะไรทำนองนี้ล่ะค่ะ เรากับน้าที่จะไปพร้อมกันก็ไปถึงที่ vfs ซักเจ็ดโมงครึ่งได้มั้ง ก็นั่งกอดแฟ้มเอกสารรอให้ถึงเวลานัด จำได้ว่าเสียวมากกกกกก เสียวมาก ๆ ประสาทหลอน คิดแต่ว่าถ้าเอกสารมีปัญหาล่ะ จะทำยังไง นู่นนี่นั่น
 
 
เท่าที่จำได้ (อย่างรางเลือน) เอกสารที่ใช้ก็มีไอ้ที่เราพูด ๆ ไปในเอนทรี่ก่อน จดหมายยืนยันว่าเราได้ offer จากมหาวิทยาลัย (เรียกว่า offer letter) และรูปถ่ายของเราค่ะ ของอังกฤษให้ใช้สีพื้นอ่อน คือขาวหรือเทา มีระบุขนาดกันเป็นมิลลิเมตรเลย แล้วอย่าคิดว่าเค้าระบุไปงั้นนะคะ เพื่อนเราคนนึงโดนสั่งให้ตัดรูปตรงเคาน์เตอร์ยื่นเอกสารเลย เพราะรูปใหญ่ไปมิลนึง (ตั้งมิลนึงแน่ะ !) แต่อาจจะแล้วแต่เจ้าหน้าที่ด้วย เพราะเราไม่ยักโดน
 
 
พอซักแปดโมง ด้วยความที่ประสาทหลอนจัด เราก็นั่งเปิดแฟ้มเอกสารตัวเองดู (เป็นรอบที่สิบเห็นจะได้) และให้ตายเถอะ พอเปิดไปถึงหน้านึงแล้วเราตัวชาวาบ เหงื่อแตกซิกเลยค่ะ
 
 
เพราะเราไม่ได้ปรินท์ CAS number ออกมา ! และแน่นอน ถ้าไม่มีไอ้เลขชุดนี้ก็โบกมือบ๊ายบายอังกฤษได้เลย
 
 
คืองี้ค่ะ มันไม่เชิงว่าเราไม่ได้ปรินท์หรอก คือเราปรินท์ออกมาแล้วแหละ แต่มันมีปัญหาเรื่องหน้ากระดาษแนวตั้งแนวนอนนิดหน่อย ไอ้ตรงที่เป็น CAS number เลยแหว่งไป (แหว่งตรงไหนไม่แหว่ง มาแหว่งไอ้ตรงสำคัญซะด้วย ฮึ่ยยยยย) ตอนนั้นนี่รู้สึกเหมือนเลือดตกไปกองที่เท้า คิดได้อย่างเดียวว่า อิ๊บอ๋ายแล้วววววว
 
 
แต่สวรรค์ยังเมตตาค่ะ เรากำลังแตกตื่นหันไปหันมาอยู่ ก็หันไปเจอป้ายนึงพอดี เป็นร้านรับซีรอกซ์และปรินท์ โอย ขอบคุณสวรรค์ เลยรอดมาได้ค่ะ แต่ก็โดนฟันค่าปรินท์ไปแผ่นละ 30 (ขาวดำด้วยนะ หมึกที่ใช้ทำมาจากน้ำแร่เทือกเขาหิมาลัยเหรอคะพี่) แต่ ณ จุดนั้น แผ่นละสองร้อยหนูก็ยอม 555 ปรินท์ออกมาเสร็จก็ได้เวลาที่นัดไว้พอดี
 
 
vfs หน้าตาเหมือนธนาคารค่ะ คือเป็นห้องสีขาว ๆ มีเก้าอี้นั่งรอเรียงเป็นแถว แล้วก็มีเคาน์เตอร์เป็นช่อง ๆ เค้าก็จะเรียกตามคิว เราก็ไปส่งเอกสารให้เค้าทั้งหมดแล้วก็รอให้เค้าตรวจ จากนั้นเค้าจะให้เราไปพิมพ์ลายนิ้วมือ
 
 
และเราก็ได้เครียดอีกรอบ เพราะเราพิมพ์ลายนิ้วมือไม่ติด !
 
 
คือว่าเราแพ้ผงซักฟอกค่ะ แล้วดันลืมตัว วันก่อนหน้านั้นเห็นกระเป๋าตังค์มันดำ เลยเอามาซัก ซักเสร็จ กระเป๋าตังค์สะอาด แต่มือเราข้างนึงลอกอย่างรุนแรง มีห้านิ้ว เหลือที่ยังอยู่ดีแค่นิ้วโป้ง ก่อนมาเราก็เสียว ๆ อยู่แล้วแหละ แต่ยังแอบหวังว่าเค้าจะพิมพ์นิ้วโป้งอย่างเดียว ปรากฏว่าพิมพ์ทุกนิ้ว พิมพ์อยู่ห้าหกรอบ เครื่องก็ยังจับไม่ได้ พี่เจ้าหน้าที่เค้าเลยหมายเหตุไปว่ามือลอก (ยังดีที่พี่เค้ายังปล่อยนะ TvT) นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่าไม่ควรซักผ้าก่อนพิมพ์ลายนิ้วมือ 5555
 
 
 
(คั่นเวลาด้วยน้องหมาที่เราไปเจอที่ยอร์คค่ะ เจ้าของคงเข้าไปซื้ออะไรในร้านเลยผูกมันไว้กับถังขยะหน้าร้าน
มันนั่งนิ่งมากกกกก แทบไม่ขยับเลย)
 
 
 
ขั้นตอนการยื่นขอวีซ่าก็มีเท่านี้ค่ะ หลังจากนั้นเราก็มีหน้าที่แค่ประสาทกินระหว่างรอผล และพอคุยกับเพื่อนรุ่นพี่ที่จะไปเรียนที่เดียวกัน (คนที่โดนสั่งให้ตัดรูปนั่นแหละ) ก็ยิ่งเครียด เพราะพี่เค้าขอไปก่อนหน้าเราตั้งอาทิตย์กว่า ๆ เกือบสองอาทิตย์ แต่ผลยังไม่มาเลย เรานี่กลุ้มจนแทบจะไปบนอยู่แล้ว สวดมนต์ไปเรื่อย (จะช่วยรึเปล่าก็ไม่รู้ แต่มันไม่มีอย่างอื่นที่ทำได้แล้วนี่นา 555)
 
 
ปรากฏว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์มีจริงค่ะ (ไม่ต้องบนด้วย 555) ผลวีซ่าเรามาเร็วมาก รู้สึกจะแค่ 4 วันเองมั้ง น้าเราก็บอกว่าเค้าแจ้งมาแล้วว่าให้ไปรับเล่มพาสปอร์ตคืน อันที่จริง แค่ได้เล่มไม่ได้แปลว่าวีซ่าผ่านนะคะ ต้องมาเปิดดูเนื้อในกันอีกที
 
 
แต่ปรากฏว่าวีซ่าเราผ่านนนนนนน จะบอกว่าดีใจยิ่งกว่าเอนท์ติดอีก 5555
 
 
แล้วเราโชคดีมากเลยค่ะที่ไม่มีปัญหาอะไรเลย ได้วีซ่ากลับมาพร้อมเอกสารอื่น ๆ ครบถ้วน ในขณะที่พี่ (คนที่ต้องตัดรูปคนเดิมนั่นแหละ ซ้วยซวย) ได้เอกสารกลับมาไม่ครบ แถมไอ้ที่หายไปยังเป็น offer letter ซึ่งเป็นเอกสารที่ต้องให้ ตม. ดูตอนไปถึงอังกฤษแล้ว เข้าใจว่าถ้าไม่มีให้เค้าดูก็อาจจะเข้าประเทศไม่ได้นะ ต้องตามล่ากันอย่างดุเดือดต่อไป
 
 
ส่วนเราก็ชิลแล้ว เก็บกระเป๋าเตรียมบินได้ อย่างกับยกภูเขาออกจากอก 555
 
 
ของที่ควรจะเอาไปด้วยมีอะไรบ้าง ? ถ้าถามเรา ของใช้ในชีวิตประจำวันซึ่งที่อังกฤษแพงกว่าที่ไทยอยู่มากมี 2 อย่างค่ะ อย่างแรกคือเครื่องเขียน และอีกอย่างคือ (ทำตัวขาวนิดนึง เราเขิน /ส่วนนี้คุณผู้ชายอ่านข้ามได้นะคะ 555) ผ้าอนามัยค่ะ จะบอกว่าส่วนตัวคิดว่าผ้าอนามัยที่โน่นใช้ไม่ดีด้วยแหละ แพงด้วย ของบ้านเราดีกว่าเยอะค่ะ ตอนนั้นเราตุนไปแบบเปิดร้านขายได้อ่ะ จนกลับแล้วยังใช้ไม่หมดเลย ยกให้พี่คนไทยที่โน่นต่อไป (จบการเซ็นเซอร์)
 
 
นอกนั้นก็ไม่มีอะไรเป็นพิเศษนะ เสื้อกันหนาวหรือรองเท้าบูท เราว่าไปซื้อที่โน่นดีกว่าค่ะ เพราะแน่นอนว่ามีแบบให้เลือกเยอะกว่า แถมเราจะได้ดูก่อนด้วยว่าการใช้งานเราเป็นแบบไหน เอาอุ่นมากอุ่นน้อย อีกอย่าง เราว่าบูทพวกลุยหิมะได้ คงหาที่ไทยไม่ได้ง่าย ๆ แน่เลย (เวลาหิมะมันโดนอัดจนแข็งนี่ลื่นอย่าบอกใครเลยนะ) เพราะงั้น ซื้อไปแค่พอกันหนาวกรึ่ม ๆ ได้ก็น่าจะโอเคค่ะ (เพราะส่วนใหญ่คนไปเรียนจะไปกันช่วงปลายฤดูร้อนด้วย อุณหภูมิราว ๆ 15-16 องศา เสื้อกันหนาวบ้านเรายังพอเอาอยู่นะ)
 
 
อีกอย่างที่คนน่าจะเอาไปกันเยอะก็คือมาม่า 555 จะบอกว่าที่โน่นก็มีขายนะคะ จะเป็นพวกร้านของคนจีนนำเข้ามา ซองละประมาณ 15 บาท แพงหน่อยแต่ไม่ต้องแบก เราว่าก็โอเคนะ นอกจากนั้นร้านจีนแถวมหาลัยเรานี่มีหมดเลย ไม่ว่าจะเป็นกะปิ (ตราพันท้ายนรสิงห์) น้ำปลา (ตราปลาหมึก) ซีอิ๊วขาว น้ำมันหอย น้ำจิ้มสุกี้ (ตราเด็กสมบูรณ์) น้ำแดงเฮลส์บลูบอย โก๋แก่ เถ้าแก่น้อย เอาเป็นว่าอุดมสมบูรณ์มาก ขนาดว่ายอร์คเป็นเมืองเล็ก ๆ เองนะ ถ้าใครไปเมืองใหญ่คงอุดมกว่านี้แน่
 
 
แต่ตอนนั้นเราแบกของไปเยอะมากกกกกกกกกก เพราะเห็นว่าน้าไปส่งด้วย ก็ขนกันไปสนุกสนาน ไอ้ตอนไปจากไทยน่ะไม่เท่าไหร่เพราะมีรถ แต่ไปถึงอังกฤษแล้ว นี่มันภาระชัด ๆ 555
 
 
เอาเป็นว่าตอนนี้เราก็ได้ที่เรียนแล้ว ได้มหาลัยแล้ว ได้วีซ่าแล้วด้วย กระเป๋าก็จัดเสร็จเรียบร้อย ถึงวันก็ขึ้นเครื่อง เราไป Emirates แวะที่ดูไบ เมาเครื่องอย่างรุนแรงเพราะนอนไม่หลับ แต่นอกนั้นก็ไม่มีปัญหาค่ะ เครื่องลงที่สนามบิน Manchester ตอนบ่าย ๆ ก็ผ่านตม. มาได้โดยสวัสดิภาพ
 
 
หลังจากการเดินทางอันยาวววววว (ยาวจริง ๆ /เหลือบมองเอนทรี่ที่ตัวเองเขียน) นาน ในที่สุดเราก็มาถึงหมู่เกาะอังกฤษแล้วค่ะ !
 
 
เอนทรี่ต่อไปเอาเป็นเรื่องระบบขนส่งมวลชนในอังกฤษแล้วกันนะคะ ^^

Categories