อิจฉาคนขี้งอน

posted on 10 Dec 2010 20:24 by z-tiars
โกรธกับงอนไม่ใช่สิ่งเดียวกัน
คิดว่าทุกคนน่าจะเห็นด้วยกับประโยคนี้ เพราะเชื่อว่าทุกคนเคยโกรธ และคงไม่มีใครที่ไม่เคยงอนคนอื่นเลยแม้แต่ครั้งเดียวในชีวิต
เมื่อเทียบกันแล้ว “งอน” เป็นคำที่ฟังแล้วดูน่าเอ็นดูกว่า “โกรธ” อยู่หลายขุม
คนขี้งอน หากงอนแต่พองามก็ดูน่ารัก แต่คนขี้โมโห หรือคนโกรธง่ายนั้นไม่น่าคบเลยสักนิด
และสำหรับฉัน คนขี้งอนคือคนที่น่าอิจฉา

ฉันไม่สนใจว่าคำคำนี้มีความหมายตามพจนานุกรมอย่างไร เพราะคงไม่มีใครไม่เข้าใจลักษณาการของคำว่า “งอน”

ตามคำจำกัดความของฉัน “งอน” คืออาการอย่างหนึ่งที่คนเรามักแสดงออกมาเมื่อการกระทำของใครบางคนไม่เป็นไปอย่างใจเรา ไม่ได้อย่างที่เราต้องการ หรือขัดใจเราตั้งแต่ระดับเบาบางจนถึงระดับหนักหน่วงที่สุด โดยอาการแสดงจะแตกต่างกันไปตามดีกรีความอาร์ตของแต่ละบุคคล แต่ที่สำคัญและที่เหมือนกันคือ “งอน” ต้องการการตอบสนองเสมอ

ด้วยนิยามดังกล่าว จะเห็นได้ว่าการโมโหคอมพิวเตอร์ที่แฮงค์จนบันทึกงานไม่ได้และสูญงานที่ทำมาร่วมครึ่งวันไป ไม่เรียกว่างอน การอาละวาดที่จับได้ว่าแฟนแอบไปมีกิ๊ก ทุบทำลายข้าวของแก้เครียด ก็ไม่เรียกว่างอนเหมือนกัน และการโกรธใครสักคนจนกระทั่งไปยิงทิ้ง ยิ่งไม่เรียกว่างอนเข้าไปใหญ่ จะเป็นก็แค่โทสะเท่านั้น
เพราะการกระทำที่ว่ามานี้ไม่ต้องการการตอบสนอง อย่างตัวอย่างสุดท้ายนั่น อีกฝ่ายม่องเท่งไปแล้วจะจุดธูปอัญเชิญกลับมาตอบสนองเราได้ยังไง

และไม่มีใครงอนสิ่งของ นั่นเพราะสิ่งของไม่อาจสนองความต้องการของคนที่งอนได้
แล้วคนที่งอนต้องการอะไร ?
สิ่งเดียวที่ “งอน” ต้องการคือ “ง้อ”

“ง้อ” กับ “งอน” คงอยู่ด้วยกันมาราวกับฝาแฝดตั้งแต่สมัยโบราณ ไม่เช่นนั้นคงไม่มีคำว่า “งอนง้อ” หรือ “ง้องอน”
เพราะมีงอน จึงได้มีง้อ
ก็ถ้าหากไม่มีงอนแล้วง้อจะไปง้อใครกัน ง้อคงต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยว หมดความหมาย และเฉาตายไปโดยไร้ค่าน่ะสิ
แต่ก็เพราะมีง้อ จึงได้มีงอน

เนื่องจากถ้าไม่มีง้อ งอนก็จะยังงอนอยู่อย่างนั้น และเมื่อปล่อยไปสักพัก งอนจะพัฒนาไปสู่สิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่า เพราะงอนจะไม่ต้องการง้ออีกต่อไป งอนจะยืนหยัดอยู่เพียงลำพัง และวิวัฒนาการอย่างกล้าหาญกลายเป็น “โกรธ” และ “โมโห” หรืออาจถึงขั้น “อาละวาด” “องค์ลง” และ “งานเข้า” คราวนี้ก็ตัวใครตัวมัน
หรือที่แย่กว่านั้น งอนจะซึมเศร้า กลายเป็นความสงสารตัวเอง น้อยอกน้อยใจที่ไม่มีใครสนใจ หรือหากเป็นหนัก ๆ เข้า งอนอาจจะรู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่า ไม่มีความหมายเลยก็เป็นได้
ไม่ว่าทางไหน งอนก็สูญเสียความเป็นตัวของตัวเองไปทั้งนั้น
ง้อจึงเป็นสิ่งจำเป็นในการเหนี่ยวรั้งให้งอนยังคงเป็นงอนที่น่ารัก ไม่กลายเป็น “โมโห” หรือ “เสียใจ” ไปเสียก่อน
คิด ๆ ดูแล้วก็เป็นความสัมพันธ์ที่น่ารักดี เพราะต่างฝ่ายต่างเป็นความหมายของการมีอยู่ของอีกฝ่าย

กลับมาที่คนขี้งอน
บางคนอาจถามว่าคนขี้งอนน่าอิจฉาตรงไหน น่าเบื่อสิไม่ว่า ต้องคอยมาตามง้อ ตามเอาใจ เพราะถ้าไม่ง้อให้ถูกใจพระเดชพระคุณก็ไม่รู้ว่าแม่เจ้าประคุณหรือพ่อเจ้าประคุณจะระเบิดปังออกมาเมื่อไหร่
ถ้าอย่างนั้นฉันขอถามกลับว่า ไม่ว่าคุณจะง้อด้วยความเบื่อหน่าย เซ็งชีวิต หรือคิดว่า “เอาอีกแล้วเรอะ” อยู่ข้างในสักแค่ไหน คนขี้งอนก็รู้ว่ายังมีคนอย่างคุณตามง้อใช่ไหมล่ะ ไม่งั้นคงไม่งอน
นั่นล่ะที่น่าอิจฉา

ฉันไม่ได้อิจฉาที่คนขี้งอนมีคนขี้ง้อคอยตามง้อ ตามเอาใจ
แต่ที่ฉันอิจฉาคือ คนขี้งอนมีความมั่นใจว่าตัวเองเป็นที่รัก ตัวเองมีความสำคัญ และหากงอนแล้วจะมีคนตามง้อเสมอ

เพราะงอนอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีง้อ
หากไม่มั่นใจว่าจะมีคนง้อ จะกล้างอนให้ตัวเองเสียความรู้สึกเองหรือ
ความมั่นใจว่าตัวเองเป็นที่รักและเป็นคนสำคัญ นั่นคือสิ่งที่ฉันอยากมีบ้าง
แต่ฉันก็ไม่มี
ด้วยเหตุนี้ฉันจึงแทบจะไม่เคยงอนใคร
ได้แต่แอบมองคนขี้งอนอย่างอิจฉาเล็ก ๆ อยู่ห่าง ๆ เท่านั้น

ปล. แต่ฉันเองก็ไม่คิดอยากจะเป็นคนขี้งอน เพราะรู้สึกเหมือนกันว่ามันน่ารำคาญ และสร้างความเดือดร้อนให้คนอื่นเป็นบ้าเลย !!!
ปปล. ถ้ามีคนขี้งอนคนไหนเห็นด้วยกับสิ่งที่ฉันเขียนบ้างสักนิด ก็ขอให้ให้ความสำคัญกับคนขี้ง้อใกล้ ๆ ตัวมากขึ้นกว่านี้นะ คนเขียนจะดีใจมากเลย ^ ^


edit @ 10 Dec 2010 20:29:00 by z_tiars

"ชื่อ" นั้น สำคัญไฉน

posted on 13 Jul 2009 10:57 by z-tiars

"What's in a name? That which we call a rose
By any other name would smell as sweet."

ข้างบน คือ quote ขึ้นชื่อประโยคหนึ่งของ William Shakespeare
เป็นบทพูดของ Juliet ในบทประพันธ์อมตะของเชคสเปียร์ที่ทุกคนอย่างน้อยก็น่าจะเคยได้ยินชื่อ

Romeo and Juliet ไงเจ้าคะ

quote นี้ แปลเป็นภาษาไทย ว่า
"นามนั้นสำคัญไฉน กุหลาบถึงเรียกขานด้วยชื่อใด ก็ยังคงความหอมเช่นเดิม"

ประโยคนี้ จูเลียตเธอพูดโดยแฝงนัยเกี่ยวกับความขัดแย้งของสองตระกูลพระนางเธอน่ะเจ้าค่ะ เธอก็เลยบอกว่า ชื่อตระกูลก็เป็นแค่ชื่อเรียก เธอจะเป็นคนของตระกูลคาปุเล็ตหรือไม่ก็ยังเป็นเธอ (มั้งนะ อย่าเชื่อเทียร์มาก เทียร์ซับนรกเอา เพราะไม่เคยอ่านเรื่องนี้เต็ม ๆ ซักที)

ว่าง่าย ๆ คือจูเลียตเธอจะบอกว่าชื่อไม่สำคัญ
ซึ่งโอเค ในความหมายของจูเลียตมันก็จริงอย่างที่จูเลียตว่า
แต่ในความหมายที่วันนี้เราจะมาว่ากัน มันไม่ใช่

เอาล่ะเจ้าค่ะ วันนี้เราจะมาทลายความฟิ้วววววด้วยการขวางเรื่อง "ชื่อ" กัน

เหตุที่ทำให้เทียร์หยิบเอาเรื่องนี้มาพูดคืออะไร?
สาเหตุมันมาจากการที่วันก่อนเทียร์ดูโทรทัศน์เจ้าค่ะ ช่องสาม
แล้วทีนี้มันมีโฆษณาหนัง...ฮ่องกงมั้ง...เรื่องนึง นัยว่าเป็นตำนานรักดอกเหมยหรือหนังดังแดนมังกรก็ไม่ทราบแน่
เนื้อเรื่องจากที่ดูตัวอย่างน่าจะออกแนวหักเหลี่ยมเฉือนคมทางการเมือง เศรษฐกิจ อะไรทำนองนี้

ชื่อเรื่องว่า "ศึกชิงมรดกราชาเป๋าฮื้อ"
...
...

มันอะไรก๊านนนนนนน (ถีบโต๊ะกระเด็น)

ให้ตายเถอะ สาบานได้ว่าตั้งใจตั้งให้ดูยิ่งใหญ่อ่ะ
หนังดูออกจะเจ้าพ่อมาเฟีย ไหงชื่อมันหยั่งกะชื่อภัตตาคารอาหารจีนเงี้ย

ถ้าสมมติให้ฟังชื่อนี้โดยไม่รู้ว่าหนังมันเกี่ยวกับอะไร เทียร์ต้องคิดว่ามันเป็นเรื่องไอ้หนุ่มบ้านนอกเข้ามาทำงานในเมืองกรุงแล้วดันเกิดค้นพบว่าตัวเองเป็นทายาทของเจ้าของภัตตาคารอาหารจีนที่ใหญ่ที่สุดในฮ่องกง (แน่นอนว่าอาหารขึ้นชื่อคือ เป๋าฮื้อ) แล้วต้องชิงภัตตาคารมาให้ได้แหงแซะ

มีใครคิดแบบเทียร์บ้างมั้ย

เห็นมั้ย ว่ามันไม่ใช่ นามนั้นสำคัญไฉน แล้วล่ะ คือจริงอยู่ว่าไม่ว่าหนังเรื่องที่ว่ามันจะชื่ออะไร ถ้าหนังสนุกมันก็คือสนุก
แต่ตั้งชื่อได้ไม่เหมาะกับหนังแบบนี้...บางทีมันก็หมดมู้ดดูเหมือนกันน้า

บางครั้งเทียร์ก็สงสัยนะ ว่าเวลาคนที่ตั้งชื้อหนังเค้าคิดชื่อหนังต่างประเทศ เค้าคิดยังไงเหรอ
บางทีชื่อมันแบบว่า...ไม่ไหวอ่ะ...คือถึงขนาดเราไม่กล้าเรียก
เทียร์เลยเป็นคนที่จะเรียกหนังต่างชาติด้วยชื่อตามภาษาแม่เค้าตลอด

อย่างเมื่อเร็ว ๆ นี้ มีเรื่องที่จวนจีฮุนแสดงอ่ะเจ้าค่ะ ที่นางเอกเป็นแวมไพร์
บู๊กันดุเดือดเลือดสาด ดูฟิล์มนัวร์ทั้งเรื่อง (ดูแค่ตัวอย่างนะ)
รู้สึกชือภาษาอังกฤษว่า Blood : The Last Vampire อื้ม ก็ดูเท่ดี
พอแปลเป็นไทย "ยัยตัวร้ายสายพันธุ์อมตะ"

หมดกัน

อืม.... ฟังชื่ออย่างเดียวดูเป็นหนังที่งุงิดีนะ ประมาณ ถ้าเธอกัดคอฉัน ฉันจะจูบเธอนะ เดี๋ยวเราจะจับมือกันเดินกุ๊กกิ๊กไปช็อปปิ้งที่นัมแดมุนนะ อ๊ะ เธอออกข้างนอกได้เฉพาะกลางคืนเท่านั้นนี่นา

มันไม่ช่ายยยยยยย

และเมื่อนานมาแล้ว เทียร์เคยนั่งรถผ่านแวบเดียว เห็นบิลบอร์ดโฆษณาหนังอยู่หน้าโรงหนัง...เค้าเรียกโรงหนังอะไรก็ไม่รู้อ่ะ ที่มันไม่ได้เป็นของเครือใหญ่ ๆ อ่ะ แต่คาดว่าในโรงหนังใหญ่ก็คงมีฉายมั้ง

เรื่อง
"ยิงแม่งเลย"

โอ ชื่อฮาร์ดคอร์ได้อีก
ประทับใจไม่รู้ลืม

เพิ่งมาหาข้อมูลเอาเมื่อกี้ พบว่าหนังชื่อจริงชื่อ Shoot 'Em Up เป็นหนังบู๊สาดกระสุนกันทั้งเรื่อง
อื้มมม พอไหว ๆ ได้ชื่อภาษาไทยแบบนี้ก็ได้ใจดี

 

หมดหมวดหนัง เรามาต่อกันที่หมวดหนังสือ

อันที่จริง เทียร์ค่อนข้างจะภูมิใจในความจำของตัวเองนะ ว่าเรื่องอะไรก็ตามที่ไม่ใช่เรื่องเรียน เทียร์จำแม่นพอตัว โดยเฉพาะเรื่องการ์ตูนและเรื่องหนังสือนิยายอ่านเล่นเนี่ย ออกแนวว่ามั่นใจเลยแหละ

แต่ปัญหาของเทียร์เพิ่งเกิดเมื่อไม่นานมานี้

ตั้งแต่นิยายแนวแจ่มใสเลิฟซีรี่ส์เริ่มเข้าครองอำนาจในวงการหนังสือบ้านเรา

มีใครเป็นเหมือนเทียร์บ้างเจ้าคะ หรือมีเทียร์เป็นอยู่คนเดียวก็ไม่รู้
เทียร์จำชื่อหนังสือพวกนั้นไม่เคยได้เลย ให้ตายเหอะ

ประเภท

- นายปากร้ายกับยายตัวแสบ

- รักร้ายเจ้าชายมะละกอ กับเด็กหอข้างบ้าน

อะไรพวกเนี้ย ถ้าไม่เห็นเล่มหนังสือเป็นเอามาตีกันยุ่งไปหมด เรื่องไหนเป็นเรื่องไหนก็ไม่รู้

ครั้งหนึ่ง ตอนโปรเจคท์วาเลนไทน์เมื่อหลายปีก่อน โปรเจคท์ปีนั้น เค้าให้นักเขียนสองคนเขียนเรื่องเดียวกัน คนนึงเขียนเป็นนางเอก อีกคนเขียนเป็นพระเอก
ลูกพี่ลูกน้องเพิ่งจะหัดอ่านนิยายทำนองนี้ เทียร์ก็เลยยุให้ซื้อเลิฟซีรี่ส์ในโปรเจคท์วาเลนไทน์ปีนั้น
อาจมีคนไม่เชื่อ ว่าเทียร์ใช้เวลาหลายวันมากกกกก เกือบอาทิตย์ กว่าจะจำชื่อนิยายเล่มนั้นได้

นิยายเล่มที่ว่าชื่อว่า "กามเทพแสนกล รักอลวน หัวใจใสปิ๊ง"

มีใครรู้สึกอย่างเทียร์บ้าง ว่าไอ้ชื่อหนังสือที่ว่ามาน่ะ สมควรจะแยกเป็นหนังสือได้สามเล่มเลยนะ
มันจะยาวไปหนายยยยยยย (ถีบโต๊ะกระเด็นเป็นตัวที่สอง)

(แต่แอบจิ๊กน้องมาอ่าน พบว่าสนุกดี หุ ๆ)

 

อีกเรื่องที่อยากจะพูด...(ดูเหมือนพูดหลายเรื่องไม่จบไม่สิ้นซะทีแฮะ) ก็คือ

การตั้งชื่อตัวละครในนิยายวัยรุ่นสมัยนี้น่ะเจ้าค่ะ เทียร์ว่าชื่อมันก็น่ารักดีนะ แต่บางทีอ่านแล้วก็แอบสับสน
อันนี้เป็นความขวางส่วนบุคคลที่บางทีอ่านแล้วขัดใจ แต่ก็แค่ตะหงิด ๆ นิดหน่อยล่ะเจ้าค่ะ เช่น

- ตัวละครอยู่เกาหลี เป็นคนเกาหลีแท้ ๆ แต่เดาะชื่อทาโร่ (ซึ่งมักใช้เป็นชื่อลูกคนแรกของชาวญี่ปุ่น)

- ดูเหมือนจะมีนางเอกนิยายเรื่องนึง ชื่อลาล่าแบลล์ หรือไงเนี่ยแหละ น่ารักดี แต่ถึงขั้นต้องมีวงเล็บวิธีอ่านชื่อกันเลยทีเดียว

- ชื่อพระเอกนางเอกสมัยนี้ก็ช่างสรรหามาตั้งกันเหลือเกิน เข้าใจว่ามันแปลกดี น่ารักดี แต่เห็นใจคนแก่ที่บางทีไม่มีอะไรทำก็ไปหานิยายพวกนี้มาอ่านบ้างเต๊อะ ยายแก่แล้ว ยายมึนว่าไอ้ชื่อนี่มันคนไหนกันแน่น่ะลูก

 

บ่นมาเสียยืดยาว จะมีผู้โชคร้ายคนไหนผ่านมาอ่านบ้างมั้ยก็ไม่รู้
แต่ตอนนี้ต้องไปแล้วล่ะเจ้าค่ะ นั่งเขียนมาเป็นชั่วโมง จะสอบมิดเทอมอยู่พรุ่งนี้แล้ว หนังสือยังอ่านไม่จบเลยยยยย
ไปล่ะเจ้าค่า พบกันใหม่เมื่อโลกต้องการให้มีคนขวาง

บ๊ายบาย

edit @ 25 Jul 2010 20:46:54 by z_tiars

ใครเคยรู้สึกอย่างนี้บ้าง

 

- รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนธรรมด๊า ธรรมดา

- รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนที๋...ไร้ซึ่งความขวางโลกสิ้นดี

- ทำไมขั้นช่างเป็นมนุษย์ฟิ้วเช่นนี้ ~~~~~

 

หมายเหตุ คำว่าฟิ้วในที่นี้เป็นศัพท์เทคนิคที่บัญญัติขึ้นสด ๆ ร้อน ๆ

มิได้มีรากฐานมาจากภาษาอังกฤษ สเปน โปรตุเกส หรือละตินแต่อย่างใด

หากมาจากเสียงเวลาใบไม้มันลอยตามลม

นึกภาพออกมะ เหมือนลอยไปเรื่อย ๆ โดยไม่อาจขัดขืน ไรทำนองเนี้ย ว่าง่าย ๆ คือเป็นสิ่งที่โดนกระแสอะไรซักอย่างพัดพาไปได้ง่ายมากกกกก ประมาณว่าโลกหมุนเหรอ เออ ๆ ชั้นหมุนด้วย ลมพัดเหรอ เออ ๆ ชั้นไปกับลมก็ได้...แต่ไปแล้วบางทีมันหนาวแฮะ

เหมือนเวลาในการ์ตูนเวลาตัวละครมันหนาวเหน็บเนี่ย จะมีสายลมพัดผ่านไปพร้อมใบไม้หนึ่งใบ

ดังฟิ้ว

พูดง่าย ๆ คือ เรา (ซึ่งต่อไปนี้จะขอเรียกตัวเองว่าเทียร์นะเจ้าคะ) รู้สึกว่าเราเป็นธรรมด๊าธรรมดา ขนาดชื่อเล่นยังโหลเลยอ่ะ คิดดู แล้วก็เป็นคนหัวอ่อนมากกกกกก เป็นมนุษย์ที่หน้าตาพะยี่ห้อเด็กเรียน ใส่แว่น ดูเรียบร๊อยยยยยยย เรียบร้อย จริง ๆ นะ ถ้าใครเห็นหน้าแล้วไม่คิดงั้นนี่ให้เตะเลยเอ้า

และเป็นมนุษย์ประเภทที่หลอกง่ายโคตรรรรร เพราะออกแนวว่าจะหัวกลวง ไม่ค่อยคิดอะไร เอ้า ยกตัวอย่างเพื่อให้มองเห็นภาพง่ายขึ้น

มาจะกล่าวบทไป สมมติว่ามาถึงทางสามแพร่ง (ฮั่นแน่ ใช้คำฟังดูวิลิศมาหราดี หือ อะไรนะ ไม่เห็นวิลิศมาหราตรงไหนเหรอ เอาน่า ขอภูมิใจหน่อย) ถ้าเกิดมีคนบอกให้เลี้ยวขวา เทียร์ก็จะเลี้ยวขวาอย่างว่าง้ายยยย ว่าง่าย ไม่เคยสงสัยเล้ยยย ว่าทำไมเลี้ยวซ้ายไม่ได้ หรือถ้าเลี้ยวซ้ายจะเป็นยังไง ไม่นึกบ้างเลยว่า จะเกิดอะไรขึ้นล่ะ ถ้าเกิดทางขวาที่เค้าบอกให้เลี้ยวมันเป็นเหว จะตามโลกและคนส่วนใหญ่ไปเรื่อย ๆ แบบหัวกลวง ๆ โดยไม่อาจขัดขืน เพราะบางทีก็นึกไม่ได้ว่าต้องขัดขืน เห็นมะว่าเหมือนใบไม้ลอยไปตามลมดังฟิ้วเลย ใบไม้มันก็คงลืมนึกไปว่าตัวเองต้องขัดขืนเหมือนกันแหละ

ด้วยเหตุดังกล่าว ก็จะขอเรียกตัวเองว่าเป็น มนุษย์ฟิ้ววววว

 

เป็นอะไรที่มันน่าภูมิใจมากนะ ที่เป็นแบบเนี้ย

ซะเมื่อไหร่เล่า

 

ดังนั้น เพื่อทลายความเป็นมนุษย์ฟิ้วววว ของตัวเอง เทียร์ก็เลยอยากจะลองขวางโลกดูบ้าง

แล้วจะไปแสดงความขวางโลกที่ไหนถึงจะดี แสดงที่ไหนถึงจะไม่มีใครเอาอวัยวะเบื้องต่ำมายัดปากเพราะไปขวางโลกไม่ดูตาม้าตาเรือ

แล้วเทียร์ก็พลันเกิดแสงสวรรค์สาดส่อง ว่าเขียนลงในบล็อกก็ท่าจะดี คงจะมีผู้โชคดี (?) หลงมาอ่านอะไรบ้า ๆ ไร้สาระแค่ไม่กี่คนหรอกน่า และถ้าเกิดคนเค้าไม่อยากอ่าน เค้าก็คงจะปิดทิ้งได้ ไม่ต้องกลัวว่าเค้าไม่พอใจแล้วเค้าจะส่งสปายแวร์เข้าคอม อะไรทำนองนี้

ก็เลยลองมาเขียนลงในนี้ดู

 

ลองดูซิ ว่าถ้ามีคนขวางโลกไม่ให้มันหมุนไปอย่างที่มันหมุนอยู่ทุกวัน โลกจะแตกมั้ย

และถ้าเกิดมีใบไม้ใบนึงไม่ยอมลอยฟิ้วไปตามลม ลมจะรู้สึกไหม

--- คาดว่าทั้งโลกทั้งลมคงไม่รู้สึก เพราะกะอีแค่คนคนเดียว หรือใบไม้ใบเดียว คงไม่ทำให้เกิดอะไรขึ้น ---

แต่ขอสะใจหน่อยเหอะ 555555

 

เนื่องจากนี่เป็นพื้นที่สาธารณะ และเทียร์มีความฝันลับ ๆ ซึ่งไม่ค่อยจะกล้าบอกใครว่าอยากเป็นนักเขียน แบบหาเลี้ยงชีพด้วยการเขียนหนังสืออย่างเดียวเลยอ่ะ ก็เลยจะเขียนแบบเขียนให้คนอ่าน ถ้าไม่มีใครโชคร้ายผ่านมาอ่านก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าใครได้อ่านแล้วได้ประโยชน์ (ซึ่งก็คงไม่ค่อยมี) บ้างก็จะดีใจมาก

 

อ๊ะ ๆ เห็นอะไรไหม ถ้าไม่เห็นให้ย้อนกลับไปอ่านย่อหน้าที่แล้วอีกที

เห็นม้า ว่าแค่อยากเป็นนักเขียน มนุษย์ฟิ้วววว ในตัวเทียร์มันก็ห้ามไม่ให้เทียร์บอกใครแล้วอ่ะ

การอยากเป็นนักเขียนมันไม่ได้แปลก แต่ก็ออกแนวว่ามันเป็นอาชีพที่ไม่มั่นคงป่ะ คือในเมืองไทยเนี่ย ถ้าไม่เก่งเทพสุด ๆ ก็คงเลี้ยงชีพด้วยการเขียนหนังสืออย่างเดียวได้ยากอ่ะ

เพราะงั้น เทียร์ก็เลยไม่ค่อยกล้าบอกใคร เพราะกลัวจะโดนค้าน

ค้านไปค้านมาก็เหมือนเป็นกระแสลมแรง เดี๋ยวเทียร์จะปลิวฟิ้วววว ไปตามลมอีก (รู้ตัวดี)

ก็เลยตัดสินใจว่าเราอย่าสร้างลมขึ้นมาเองเลย

ประมาณนี้

 

เข้า ๆ ออก ๆ เรื่อง จน (ถ้าหากมี) ใครอ่านมาจนถึงตรงนี้คงงงเต้กไปแล้ว อย่าเพิ่งคิดว่าเขียนมึนอย่างนี้จะเป็นนักเขียนได้ยังไงนะเจ้าคะ ตอนนี้กำลังอยู่ในช่วงฝึกหัด ^ ^

ก็สรุปว่าพื้นที่นี้ที่เทียร์สร้างขึ้นมา...ไม่สิ ต้องบอกว่าเช่าเค้าอยู่...จะเป็นพื้นที่หัดขวางโลกของเทียร์ ก็จะหยิบเอาอะไรที่มันคัน ๆ ในใจเวลาเห็นมาบอกกล่าวขยายความ แสดงถึงความขวางโลกบ้าง...ซึ่งไม่อยากจะบอกว่าตัวเทียร์เองก็ยังไม่มั่นใจว่าเทียร์จะขวางโลกได้สำเร็จหรือไม่ อาจจะเป็นแค่การจิกกัดธรรมดา หรืออาจจะกลายเป็นการบอกเล่าธรรมดาไปก็ได้

 

แต่ไอ้ความไม่รู้นั่นแหละ ที่ทำให้สนุก

 

มาช่วยเทียร์ลุ้นกันด้วยนะเจ้าคะ

 

ปล. ด้วยความที่ขวางใครไม่ค่อยเป็น คงจะไม่สามารถขวางได้ทุกเอนทรี่นะเจ้าคะ อาจจะมีอัพอะไรตามใจชอบและตามความโฮกกกกก บ้าง ถ้ามีคนมาอ่านบ้างก็จะดีใจ ถ้ามีใครทิ้งเมนท์ไว้ก็จะดีใจมาก

 

สุดท้ายนี้ อยากจะบอกว่า

ใครรู้วิธีลดขนาด avatar บ้างงงงง ช่วยเทียร์ด้วยยยยย รูปมันใหญ่ไปอ่า ไม่อยากให้รูปมันใหญ่ขนาดนี้ เพราะมันสำแดงความชุ่ยออกมาอย่างเห็นได้เด่นชัดเลยยยยยย

ใครก็ได้ช่วยเทียร์ด้วยยยยยยยยยยยยยยย